วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พุทธศาสนสุภาษิตสำหรับท่องจำ ธรรมศึกษาชั้นตรี (ควรฝึกเขียนให้ถูกต้องด้วย)

หมวด ตน
อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ.
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน. ที่มาของสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภิ.
ผู้มีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่ง ซึ่งได้โดยยาก. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

หมวด ความไม่ประมาท
อปฺปมาโท อมตํ ปทํ.
ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ.
บัณฑิตย่อมสรรเสริญ ความไม่ประมาท. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

หมวด กรรม
กมฺมุนา วตฺตติ โลโก.
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ.
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

หมวด กิเลส
โลโภ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ.
ความโลภเป้นอันตราย แห่งธรรมทั้งหลาย. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย สคาถวรรค

อิจฺฉา นรํ ปริกปนฺโถ.
ความอยากย่อมชักพาคนไปต่างๆ. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

หมวด ความโกรธ
โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ.
ฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

โกธํ ทเมน อุจฺฉินฺเท.
พึงตัดความโกรธด้วยความข่มใจ. ที่มาสุภาษิต อังคุตฺตรนิกาย สัตตกนิบาต

หมวด ความอดทน
ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา.
ขันติคือความอดทนเป็นตบะ อย่างยิ่ง. ที่มาสุภาษิต ทีฆนิกาย มหาวรรค ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

ขนฺติ หิตสุขาวหา.
ความอดทน นำมาซึ่งประโยชน์สุข. ที่มาสุภาษิต สวดมนต์ ฉบับหลวง

หมวด จิต
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ.
จิตที่ฝึกแล้ว นำสุขมาให้. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา.
เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง. ที่มาสุภาษิต มัชฌิมนิกาย มูลปณฺณาสก์

หมวด ชัยชนะ
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ.
การให้ธรรมะ ย่อมชนะการให้ทั้งปวง. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ.
ความสิ้นตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

หมวด ทาน
วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสตฺตํ.
การเลือกให้ พระสุคตทรงสรรเสริญ. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ.
คนพาลเท่านั้น ไม่สรรเสริญทาน. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

หมวด ทุกข์
อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก.
การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก. ที่มาสุภาษิต อังคุตฺตรนิกาย ฉักกนิบาต

ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา.
เหย้าเรือนที่ปกครองไม่ดี นำทุกข์มาให้ ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท
ธรรมศึกษา

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม ธรรมศึกษาชั้นเอก ๒๕๕๒

ธรรมศึกษาปัญหาและเฉลยวิชาธรรม ธรรมศึกษาชั้นเอก ๒๕๕๒
วันจันทร์ ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒
1.ธรรมวิจารณ์ หมายถึงอะไร
ก.การวิพากษ์วิจารณ์ธรรม ข.การเลือกเฟ้นพิจารณาธรรม
ค.การโต้วาทีในหัวข้อธรรม ง.การวิเคราะห์ธรรม
ตอบ ข
2.คนผู้ไร้พิจารณ์หมายถึง....?
ก.ไร้การศึกษา ข.ไร้ความสามารถ
ค.ไร้ศีลธรรม ง.ไร้ปัญญาพิจารณา
ตอบ ง
3.ผู้ข้องอยู่ในโลกมีอาหารเช่นไร ?
ก.ติดในสิ่งล่อใจ ข.สนใจข่าวสารโลก
ค.อยากมีอยากเป็น ง.อยากเกิดในโลก
ตอบ ก
4.ผู้ข้องอยู่ในโลกจะได้รับผลอย่างไร ?
ก.ได้สุขฝ่ายเดียว ข.สนใจข่าวสารโลก
ค.ได้ทั้งสุขและทุกข์ ง.ไม่ได้ทั้งสุขและทุกข์
ตอบ ค
5."ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่" หมายความว่าอย่างไร ?
ก.ผู้รู้ยังยินดีอยู่ ข.ผู้ข้องอยู่จึงจะได้รู้
ค.ผู้รู้เป็นผู้ฉลาด ง.ผู้รู้โลกตามความเป็นจริง
ตอบ ง
6.ท่านเปรียบสิ่งที่มีอุปการะว่าเหมือนเภสัช เพราะเหตุใด ?
ก.ให้คุณฝ่ายเดียว ข.ให้โทษฝ่ายเดียว
ค.ให้ทั้งคุณและโทษ ง.ให้ความสะดวกสบาย
ตอบ ค
7.คำว่า "นิพพิทา" มีความหมายตรงกับข้อใด ?
ก.ความหน่ายทำบาป ข.ความหน่ายปฏิบัติธรรม
ค.ความหน่ายที่เกิดจากกิเลส ง.ความหน่ายในกองสังขาร
ตอบ ง
8.คำว่า "มาร" มีความหมายตรงกับข้อใด ?
ก.ล้างผลาญชีวิต ข.ล้างผลาญความดี
ค.ล้างผลาญความเจริญ ง.ล้างผลาญสติปัญญา
ตอบ ข
9."ผู้ใดรักษาจิตผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร" คำว่า มาร หมายถึง ?
ก.พญามาร ข.กิเลสมาร
ค.ขันธมาร ง.อภิสังขารมาร
ตอบ ข
10.คำว่า "บ่วงแห่งมาร" คืออะไร ?
ก.วัตถุกาม ข.กิเลสกาม
ค.กามราคะ ง.กามตัณหา
ตอบ ก
11.กามคุณ ๕ จัดเป็นบ่วงแห่งมารเพราะเหตุใด ?
ก.ทำให้ใจเศร้าหมอง ข.ทำให้ใจเดือดร้อน
ค.ทำให้ใจเบิกบาน ง.ทำให้ใจหลงติด
ตอบ ง
12.จะพ้นจากบ่วงแห่งมารได้ต้องทำอย่างไร ?
ก.ให้ทาน ข.รักษาศีล
ค.ฟังธรรม ง.สำรวมจิต/เจิรญปัญญา
ตอบ ง
13.ข้อใดไม่ใช่อาหารสำรวมจิต ?
ก.สำรวมอินทรีย์ ข.สำรวมในปาฏิโมกข์
ค.บำเพ็ญสมถะ ง.เจริญวิปัสสนา
ตอบ ก
14.สามัญญลักษณะ ได้แก่อะไร ?
ก.ลักษณะไม่เที่ยง ข.ลักษณะเป็นทุกข์
ค.ลักษณะไม่ใช่ตัวตน ง.ลักษณะเสมอกันแห่งสังขาร
ตอบ ง
15.สังขารในขันธ์ ๕ ตรงกับข้อใด ?
ก.สภาพอันธรรมดาแห่งขึ้น ข.สภาพผู้ปรุงแต่งใจ
ค.สภาพอันธาตุ ๔ แต่งขึ้น ง.สภาพที่เป็นเอง
ตอบ ข
16.ข้อใดไม่ใช่ อนิจจลักษณะ ?
ก.ว่างเปล่า ข.แปรไปในระหว่าง
ค.ไม่คงที่ ง.เกิดแล้วดับ
ตอบ ก
17.คำว่า "ปกิณณกทุกข์" ในทุกขตาได้แก่อะไร ?
ก.ชาติ ข.ชรา
ค.มรณะ ง.โสกะ
ตอบ ง
18.อะไรปิดบังไว้ จึงมองไม่เห็นอนิจจลักษณะ ?
ก.ความเข้าใจผิด ข.ความเคลื่อนไหว
ค.ความสืบต่อ ง.ความเป็นกลุ่มก้อน
ตอบ ค
19.สภาวทุกข์ได้แก่ข้อใด ?
ก.ความเจ็บปวด ข.ความแก่ชรา
ค.ความร้อนใจ ง.ความหิวกระหาย
ตอบ ข
20.นิพัทธทุกข์ ทุกข์เนืองนิตย์ ได้แก่อะไร ?
ก.ชาติ ข.ชรา
ค.โสกะ ง.หิว
ตอบ ง
21.สันตาปทุกข์ เกิดจากอะไร ?
ก.เกิดเอง ข.ผลกรรม
ค.กิเลส ง.ทุกขเวทนา
ตอบ ค
22.การเห็นอนัตตาต้องมีอะไรกำกับ จึงจะไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ?
ก.ศรัทธา ข.นิพพิทาญาณ
ค.สมาธิ ง.โยนิโสมนสิการ
ตอบ ง
23.คำสอนในข้อใด ที่ศาสนาอื่นไม่มี ?
ก.บาป บุญ ข.นรก สวรรค์
ค.อนัตตา ง.ตายแล้วเกิด
ตอบ ค
24.คำว่า "วิมุตติ" หมายถึงหลุดพ้นจากอะไร ?
ก.ตัณหา ข.อาสวกิเลส
ค.อวิชา ง.อุปาทาน
ตอบ ข
25.การอ้อนวอนบวงสรวง จัดเข้าในอาสวะข้อใด ?
ก.อวิชชาสวะ ข.กามาสวะ
ค.กิเลสาสวะ ง.ภวาสวะ
ตอบ ก
26.กิเลสที่หมักดองอยู่ในจิตตสันดาน เรียกว่าอะไร ?
ก.อนุสัย ข.อาสวะ
ค.โอฆะ ง.อวิชชา
ตอบ ข
27.ปฏิปทาของพระอรหันต์ผู้เจริญสมถะก่อนแล้วจึงเจริญวิปัสสนา เรียกว่าอะไร ?
ก.เจโตวิมุตติ ข.ปัญญาวิมุตติ
ค.วิกขัมภนวิมุตติ ง.สมุทเฉทวิมุตติ
ตอบ ก
28.ความบริสุทธิ์ภายใน ย่อมมีได้ด้วยอะไร ?
ก.ทาน ข.ศีล
ค.สมาธิ ง.ปัญญา
ตอบ ง
29.สัมมาวายามะ ในมรรค 8 สงเคราะห์เข้าในวิสุทธิข้อใด ?
ก.สีลวิสุทธิ ข.จิตตวิสุทธิ
ค.ทิฏฐิวิสุทธิ ง.ญาณทัสสนวิสุทธิ
ตอบ ข
30.การพิจารณาเห็นสังขารโดยไตรลักษณ์ จัดเป็นวิสุทธิอะไร ?
ก.สีลวิสุทธิ ข.จิตตวิสุทธิ
ค.ทิฏฐิวิสุทธิ ง.ญาณทัสสนวิสุทธิ
ตอบ ง
31.ผู้เว้นจากการเบียดเบียนทางกาย วาจา ใจ ชื่อว่ามีธรรมใดอยู่ภายใน ?
ก.วิมุตติ ข.วิสุทธิ
ค.วิราคะ ง.สันติ
ตอบ ง
32.ธรรมใดส่งเสริมให้สังคมเกิดสันติสุข ?
ก.สุจริต ข.บุญกิริยาวัตถุ
ค.อคติ ง.พรหมวิหาร
ตอบ ก
33.โลกามิส ได้แก่อะไร ?
ก.กามคุณ ข.กามตัณหา
ค.กามราคะ ง.กิเลสกาม
ตอบ ก
34.จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คืออะไร ?
ก.สวรรค์ ข.พรหมโลก
ค.นิพพาน ง.ดับสูญ
ตอบ ค
35.หาเครื่องเสียบแทงมิได้ เป็นความหมายของข้อใด ?
ก.วิราคะ ข.นิพพิทา
ค.วิมุตติ ง.นิพพาน
ตอบ ง
36.ภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้ เรืออันเธอวิดแล้ว จักพลันถึง เรือในที่นี้หมายถึงอะไร ?
ก.วัตถุ ข.สัตว์
ค.อัตตภาพ ง.กิเลส
ตอบ ค
37.กัมมัฏฐาน คืออะไร ?
ก.อุบายชำระจิต ข.อุบายกำจัดกิเลส
ค.อุบายสงบใจ ง.อุบายเรืองปัญญา
ตอบ ก
38.ความมีจิตแน่วแน่ เรียกว่าอะไร ?
ก.สมาบัติ ข.สมาธิ
ค.ฌาน ง.กัมมัฏฐาน
ตอบ ข
39.จิตเป็นสมาธิ ต้องเป็นจิตสงบจากอะไร ?
ก.กิเลสตัณหา ข.อาสวะกิเลส
ค.อกุศลวิตก ง.นิวรณ์
ตอบ ง
40.คนราคะจริต ควรเจรืญกัมฐานข้อใด ?
ก.เมตตา ข.กรุณา
ค.อสุภะ ง.อนุสสติ
ตอบ ค
41.ข้อใดต่อไปนี้กล่าวได้ถูกต้อง ?
ก.อสุภะแก้โทสจริต ข.เมตตาแก้สัทธาจริต
ค.ศรัทธาแก้วิตกจริต ง.อานาปานสติแก้โมหจริต
ตอบ ง
42.คนประเภทใด ปฏิบัติกัมมัฏฐานไม่ได้ผล ?
ก.คนหลงสติ ข.คนหนุ่มสาว
ค.เด็กนักเรียน ง.คนเจ็บป่วย
ตอบ ก
43.ทรงเป็นผู้ฝึกฝนได้อย่างยอดเยี่ยม ตรงกับพุทธคุณข้อใด ?
ก.สมฺมาสมฺพุทฺโธ ข.วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน
ค.อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ ง.สตฺถา เทวมนุสฺสานํ
ตอบ ค
44.พุทธคุณข้อใด จัดเป็นพระวิสุทธิคุณ ?
ก.อรหํ ข.สมฺมาสมฺพุทฺโธ
ค.ภควา ง.วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน
ตอบ ก
45.ตจปัญจกกัมมัฏฐาน มีวิธีพิจารณาโดยอาการอย่างไร ?
ก.โดยเป็นของน่ารัก ข.โดยเป็นของโสโครก
ค.โดยเป็นของไม่เที่ยง ง.โดยความมิใช่ตัวตน
ตอบ ข
46.คนนอนฝันร้าย ควรเจริญกัมมัฏฐานอะไร ?
ก.เมตตา ข.กายคตาสติ
ค.กสิณ ง.จตุธาตุววัตถาน
ตอบ ก
47.คนละโมบในอาหาร แก้ด้วยกัมมัฏฐานชนิดใด ?
ก.อสุภกัมมัฏฐาน ข.มรณัสสติ
ค.อนุสสติกัมมัฏฐาน ง.อาหาเรปฏิกูลสัญญา
ตอบ ง
48.คำว่า วิปัสสนา มีความหมายว่าอย่างไร ?
ก.เห็นแจ้งรูปนาม ข.เห็นแจ้งนิพพาน
ค.เห็นแจ้งสังขาร ง.เห็นแจ้งอวิชชา
ตอบ ก
49.อะไรเป็นเหตุให้ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาเข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผล ?
ก.วิปัลลาส ข.วิปัสสนูปกิเลส
ค.อุปกิเลส ง.นิวรณ์
ตอบ ข
50.ผลสูงสุดของวิปัสสนา คืออะไร ?
ก.เห็นสังขารเกิดดับ ข.เห็นสังขารตามเป็นจริง
ค.เห็นสังขารเป็นทุกข์ ง.เห็นสังขารเป็นอนัตตา
ตอบ ข
เฉลยโดยแม่กองธรรมสนามหลวง

ปัญหาและเฉลยวิชากรรมบถ (วินัย) ธรรมศึกษาชั้นเอก 2553

ปัญหาและเฉลยวิชากรรมบถ (วินัย) ธรรมศึกษาชั้นเอก 2553
วันศุกร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2553
1.พระพุทธศาสนาสอนว่า สุขทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายเกิดจากอะไร ?
ก.อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ข.อำนาจพุทธานุภาพ
ค.อำนาจแห่งเทพเจ้า ง.อำนาจวิบากกรรม
ตอบ ง
2.คำว่า กรรมบถ หมายถึง กรรมนำสัตว์ให้ไปเกิดในสถานที่ใด ?
ก.สุคติทุคติ ข.มนุษยโลก
ค.เทวโลก ง.พรหมโลก
ตอบ ก
3.กุศลกรรมบถนำสัตว์ให้ไปเกิดในกำเนิดที่ดี ตรงกับข้อใด ?
ก.สัตว์นรก ข.มนุษย์
ค.อสุรกาย ง.เปรต
ตอบ ข
4.อกุศลกรรมบถนำสัตว์ให้ไปเกิดในกำเนิดที่เลว ตรงกับข้อใด ?
ก.สัตว์ดิรัจฉาน ข.มนุษย์
ค.เทวดา ง.พรหม
ตอบ ก
5.กรรมบถ 10 ประการ จัดเป็นกรรม 3 อย่าง ยกเว้นข้อใด ?
ก.กายกรรม ข.วจีกรรม
ค.บุญกรรม ง.มโนกรรม
ตอบ ค
6.โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุให้บุคคลกระทำกรรมใด ?
ก.บุญกรรม ข.อกุศลกรรม
ค.กุศลกรรม ง.อโหสิกรรม
ตอบ ข
7.การกระทำจะสำเร็จเป็นกรรมบถได้ ต้องประกอบด้วยอะไร ?
ก.ตัณหา ข.อภิชฌา
ค.เจตนา ง.อารมณ์
ตอบ ค


8.ข้อใด ไม่จัดเข้าในอกุศลกรรมบถ 10 ประการ ?
ก.ปาณาติบาต ข.สัมมาทิฏฐิ
ค.พยาบาท ง.มิจฉาทิฏฐิ
ตอบ ข
9.อะไรเป็นมูลเหตุให้บุคคลประพฤติกุศลกรรมบถ 10 ประการ ?
ก.กุศลมูล 3 ข.สุจริต 3
ค.กุศลมูล 3 ง.ทุจริต 3
ตอบ ค
10.กรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำทางกาย เรียกว่าอะไร ?
ก.กายกรรม ข.วจีกรรม
ค.มโนกรรม ง.ครุกรรม
ตอบ ก
11.ข้อใด ไม่จัดเข้าในกายกรรมฝ่ายกุศล ?
ก.ปาณาติบาต ข.อทินนาทาน
ค.กาเมสุมิจฉาจาร ง.สัมผัปปลาปะ
ตอบ ง
12.ปาณาติบาต โดยมากเกิดขึ้นทางทวารใด ?
ก.กายทวาร ข.วจีทวาร
ค.มโนทวาร ง.ถูกทุกข้อ
ตอบ ก
13.เมื่อว่าโดยอารมณ์ ปาณาติบาตมีอะไรเป็นอารมณ์ ?
ก.รูปสมาบัติ ข.รูปชีวิตินทรีย์
ค.อรูปสมาบัติ ง.อรุปชีวิตตินทรีย์
ตอบ ข
14.ข้อใด ไม่จัดเป็นอรูปชีวิตินทรีย์ ?
ก.รูป ข.เวทนา
ค.สัญญา ง.สังขาร
ตอบ ก
15.ปาณาติบาตที่เกิดขึ้นทางวจีทวาร ตรงกับข้อใด ?
ก.คิดจะฆ่า ข.พยายามฆ่า
ค.ฆ่าเอง ง.สั่งให้คนอื่นฆ่า
ตอบ ง
16.ปาณาติบาตมีโทษมาก เพราะผู้ฆ่ามีกิเลสรุนแรง ตรงกับข้อใด ?
ก.ฆ่าเพราะความแค้น ข.ฆ่าเพราะหิวข้าว
ค.ฆ่าเพราะเข้าใจผิด ง.ฆ่าเพราะขาดสติ
ตอบ ก
17.พยายามฆ่า เป็นองค์แห่งกุศลกรรมบถข้อใด ?
ก.พยาบาท ข.ปาณาติบาต
ค.ผรุสวาจา ง.อทินนาทาน
ตอบ ข
18.การกระทำอทินนาทาน เพราะมีโทสะเป็นมูล ตรงกับข้อใด ?
ก.สักเพราะตกทุกข์ ข.ลักเพราะตกงาน
ค.ลักเพราะแค้นใจ ง.ลักเพราะถูกยุยง
ตอบ ค
19.อทินนาทานมีโทษมาก เพราะขโมยของประเภทใด ?
ก.ของประณีต ข.ของสำคัญ
ค.ของผู้มีคุณธรรม ง.ถูกทุกข้อ
ตอบ ง
20.อทินนาทาน จะสำเร็จเป็นกรรมบถในขณะใด ?
ก.รู้ว่ามีเจ้าของ ข.คิดจะลัก
ค.พยายามลัก ง.ลักมาได้
ตอบ ง
21.อทินนาทานที่เกิดขึ้นทางวจีทวาร ตรงกับข้อใด ?
ก.มีจิตคิดจะลัก ข.พยายามจะลัก
ค.สั่งให้คนอื่นลัก ง.ลักด้วยตนเอง
ตอบ ค
22.รู้ว่ามีเจ้าของหวง เป็นองค์แห่งอกุศลกรรมบถข้อใด ?
ก.อทินนาทาน ข.พยาบาท
ค.กาเมสุมิจฉาจาร ง.ผรุสวาจา
ตอบ ก
23.ความผิดที่เรียกว่า กาเมสุมิจฉาจาร ตรงกับข้อใด ?
ก.ไม่เคารพพ่อแม่ ข.ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่
ค.ไม่พอใจคู่ครอง ง.ไม่ทำตามกติกา
ตอบ ค
24.สทารสันโดษ หมายถึงความพึงพอใจในเรื่องใด ?
ก.ยศศักดิ์ ข.คู่ครอง
ค.การงาน ง.บริวาร
ตอบ ข
25.กาเมสุมิจฉาจารจะสำเร็จเป็นกรรมบถได้ ต้องเกิดทางทวารใด ?
ก.กายทวาร ข.วจีทวาร
ค.มโนทวาร ง.ถูกทุกข้อ
ตอบ ก
26.ความเสื่อมโทรมทางสังคมกรณีใด เกิดจากกาเมสุมิจฉาจาร ?
ก.ขายยาเสพติ ข.ลอบวางระเบิด
ค.ละเมิดทางเพศ ง.ทุจริตคอรับชั่น
ตอบ ค
27.มุสาวาทที่เกิดขึ้นจากคามพยายามทางกาย ตรงกับข้อใด ?
ก.แจ้งความเท็จ ข.ทำเอกสารเท็จ
ค.เป็นพยานเท็จ ง.ให้การเท็จ
ตอบ ข
28.องค์แห่งมุสาวาทข้อใด ทำให้มุสาวาทสำเร็จเป็นกรรมบถ ?
ก.เรื่องไม่จริง ข.จิตคิดจะพูด
ค.พยายามพูด ง.คนอื่นเข้าใจ
ตอบ ง
29.มุสาวาทที่สำเร็จเป็นกรรมบถ ต้องมีลักษณะเช่นไร ?
ก.คิดจะพูดเรื่องโกหก ข.คนอื่นได้ประโยชน์
ค.คนอื่นเสียประโยชน์ ง.คนพูดเสียประโยชน์
ตอบ ค
30.มุสาวาท เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสังคมอย่างไร ?
ก.คบหาไม่สนิทใจ ข.ชีวิตไม่ปลอดภัย
ค.ทรัพย์สุญหาย ง.ไม่เอื้อเฟื้อต่อกัน
ตอบ ก
31.มุสาวาท ย่อมให้ผลในภายหน้าแก่ผู้กระทำอย่างไร ?
ก.มีอายุสั้น ข.มีชีวิตขัดสน
ค.เป็นคนบ้า ง.ไม่น่าเชื่อถือ
ตอบ ง
32.คำพูดหยาบคาย เรียกว่าอะไร ?
ก.มุสาวาท ข.ผรุสวาจา
ค.สัมผัปปลาปะ ง.ปิสุณวาจา
ตอบ ข
33.คำพูดยุยงทำให้คนอื่นเกิดความแตกแยก เรียกว่าอะไร ?
ก.มุสาวาท ข.ผรุสวาจา
ค.สัมผัปปลาปะ ง.ปิสุณวาจา
ตอบ ง
34.คำพูดไม่เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้พูดและผู้ฟัง เรียกว่าอะไร ?
ก.มุสาวาท ข.ผรุสวาจา
ค.สัมผัปปลาปะ ง.ปิสุณวาจา
ตอบ ค
35.ปิสุณวาจา จะสำเร็จเป็นกรรมบถในขณะใด ?
ก.เมื่อคนอื่นเข้าใจ ข.เมื่อคนอื่นเกิดแตกแยก
ค.เมื่อคนอื่นถูกด่า ง.เมื่อคนอื่นเสียประโยชน์
ตอบ ข
36.คำพูดที่เป็นผรุสวาจา ผู้พูดมุ่งถึงเจตนาใด ?
ก.ประทุษร้าย ข.หลอกลวง
ค.ให้แตกแยก ง.ให้เข้าใจผิด
ตอบ ก
37.ผู้พูดกล่าวผรุสวาจาด้วยเจตนาเช่นไร จึงไม่จัดเป็นผรุสวาจา ?
ก.มีเจตนาร้าย ข.มีเจตนาหวังดี
ค.มีเจตนาโลภ ง.มีเจตนาทำลาย
ตอบ ข
38.เพราะเหตุใด คำพูดอ่อนหวาน แต่คนพูดมีเจตนามุ่งจะทำลาย จึงจัดเป็นผรุสวาจา ?
ก.มีจิตหยาบคาย ข.มีจิตเศร้าหมอง
ค.มีจิตอ่อนโยน ง.มีจิตหลอกลวง
ตอบ ก
39.คิดละโมบอยากได้ของคนอื่นเอามาเป็นของตน เรียกว่าอะไร ?
ก.อทินนาทาน ข.อนภิชฌา
ค.อภิชฌา ง.อพยาบาท
ตอบ ค
40.มิจฉาทิฏฐิ โดยสภาวะ ได้แก่กิเลสใด ?
ก.โลภะ ข.โทสะ
ค.มานะ ง.โมหะ
ตอบ ง
41. ข้อใด เป็นกรรมบถและเป็นเหตุเกิดอกุศลกรรมบถเหล่าอื่น ?
ก. ปาณาติบาต ข. อภิชฌา
ค. ปิสุณวาจา ง. มุสาวาท
คำตอบ : ข
42. จิตที่สหรคตด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นเหตุให้คนทำอกุศลกรรมใด ?
ก. ฆ่าสัตว์ ข. ลักทรัพย์
ค. จองเวร ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ : ง
43. ความเห็นใด ปฏิเสธกรรมและผลแห่งกรรมอย่างสิ้นเชิง ?
ก. สัมมาทิฏฐิ ข. มิจฉาทิฏฐิ
ค. สักกายทิฏฐิ ง. สัสสตทิฏฐิ
คำตอบ : ข
44. กุศลกรรมบถที่เกิดขึ้นทางมโนทวารอย่างเดียว ตรงกับข้อใด ?
ก. มิจฉาทิฏฐิ ข. อภิชฌา
ค. สัมมาทิฏฐิ ง. มุสาวาท
คำตอบ : ค
45. บุคคลที่ไม่มีพยาบาทเกิดขึ้นในใจ ย่อมงดเว้นอกุศลกรรมใด ?
ก. เห็นผิด ข. ลักทรัพย์
ค. จองเวร ง. พูดโกหก
คำตอบ : ค
46. บุคคลประพฤติเช่นไร ได้ชื่อว่ามีเมตตากายกรรม ?
ก. งดคิดร้ายกัน ข. งดทำร้ายกัน
ค. งดปองร้ายกัน ง. งดให้ร้ายกัน
คำตอบ : ข
47. เห็นคนอื่นได้ดีแล้ว มีจิตพลอยอนุโมทนา จัดเป็นมโนกรรม เกิดขึ้น
ทางทวารใด ?
ก. กายทวาร ข. วจีทวาร
ค. มโนทวาร ง. ทุกทวาร
คำตอบ : ค
48. ผู้มีจิตตั้งมั่นในการเจริญพระกรรมฐาน แสดงว่ามีอุปนิสัยใด ?
ก. ทานูปนิสัย ข. สีลูปนิสัย
ค. ภาวนูปนิสัย ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ : ค
49. ข้อใด กล่าวเรื่องกรรมในพระพุทธศาสนาได้ถูกต้อง ?
ก. ตัดกรรมได้ ข. ถอนกรรมได้
ค. แก้กรรมได้ ง. เสวยผลกรรม
คำตอบ : ง
50. ข้อใด เป็นผลสูงสุดในการประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ?
ก. มีจิตหลุดพ้น ข. มีจิตใจมั่นคง
ค. มีกายเรียบร้อย ง. มีปัญญารอบรู้
คำตอบ : ก
เฉลยวิชากรรมบถ (วินัย) ธรรมศึกษาชั้นเอก
1. ง 11. ง 21. ค 31. ง 41. ข
2. ก 12. ก 22. ก 32. ข 42. ง
3. ข 13. ข 23. ค 33. ง 43. ข
4. ก 14. ก 24. ข 34. ค 44. ค
5. ค 15. ง 25. ก 35. ข 45. ค
6. ข 16. ก 26. ค 36. ก 46. ข
7. ค 17. ข 27. ข 37. ข 47. ค
8. ข 18. ค 28. ง 38. ก 48. ค
9. ค 19. ง 29. ค 39. ค 49. ง
10. ก 20. ง 30. ก 40. ง 50. ก
ธรรมศึกษา

ตัวอย่างการเขียนเรียงความกระทู้ธรรมนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นเอก

อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเย
อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต สุสีลา โหถ ภิกฺขโว.
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ
มีศีลดีงาม ตั้งความดำริไว้ให้ดี คอยรักษาจิตของตน.
ณ บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความกระทู้ธรรมสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นพอเป็นแนวทางแห่งการศึกษา และนำไปปฏิบัติ สืบต่อไป.
ดำเนินความว่า ความไม่ประมาทเป็นหลักธรรมสำคัญประการหนึ่งของพระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธองค์ใกล้จะเสด็จปรินิพพานแล้ว ได้รับสั่งเป็นปัจฉิมวาจา ซึ่งเป็นพระวาจาสุดท้ายก่อนปรินิพาน ความว่า “หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว, วยธมฺมา สงฺขารา, อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลความว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอพูดกับเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม”พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวในหนังสือเรื่อง จาริกบุญ จาริกธรรมว่า “พระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย พระองค์ตรัสปัจฉิมวาจานี้ไว้ เราจะต้องให้ความสำคัญเหมือนกับเป็นวาจาสั่งเสียของพ่อแม่ เพราะทรงเป็นพระบิดาของพระศาสนาทั้งหมด วาจาที่ตรัสเตือนให้ไม่ประมาทนี้ จะต้องนำมาประพฤติปฏิบัติกันอย่างจริงจัง” อันที่จริงปัจฉิมวาจาของพระพุทธองค์นั้น ทรงเตือนในหลักธรรมสองประการ ประการแรกคือความว่า “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา” ซึ่งหมายถึงหลักอนิจตา คือความเป็นของไม่เที่ยง หรือภาวะที่สังขารทั้งปวงเป็นสิ่งไม่เที่ยงไม่คงที่ ส่วนหลักธรรมประการที่สองคือความไม่ประมาท อันที่จริงเมื่อพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่า หลักธรรมทั้งสองประการนี้มีความเกี่ยวพันกันอยู่ กล่าวคือ เมื่อเรารำลึกอยู่เสมอว่า สรรพสิ่งและสภาวะต่างๆ ล้วนไม่เที่ยง ล้วนไม่คงที่ฉะนั้นเราอย่าตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาททำให้ยึดติดมั่นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมั่นคงแน่นอนทั้งนั้น ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงและดับสูญไปในที่สุด สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า.
อปฺปมาทรโต โหถ สจิตฺตมนุรกฺขถ
ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโรฺ.
ท่านทั้งหลายจงยินดีในความไม่ประมาท คอยรักษาจิตของตน
จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้นฉะนั้น.
อธิบายความว่า อัปมาทะ ความไม่ประมาทในการที่จะใช้ชีวิตของเราถลำลงไปสู่ความเสื่อม แล้วก็ไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะทำสิ่งที่เป็นคุณงามความดีให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ถือเป็นคุณธรรมที่ดีในชีวิตของเรา จงช่วยกันเร่งทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ในการทำเหตุ ในการกระทำทุก ๆ การกระทำของเรา เพื่อที่จะทำให้ชีวิตของเราเจริญขึ้น ถ้าเราสามารถมีความไม่ประมาทในปัจจุบันขณะ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ไม่ประมาทในเหตุ ไม่ทำเหตุด้วยความประมาทให้ถึงพร้อม (ความไม่ประมาท คือ ความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ หรือ ความเพียรสติเป็นเครื่องเร่งเร้าและควบคุม ได้แก่ การดำเนินชีวิตโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติปฏิบัติและการกระทำทุกอย่าง ระมัดระวังตัว ไม่ยอมถลำไปในทางเสื่อม แต่ไม่ยอมพลาดโอกาสสำหรับความดีงามและความอันจะต้องรับผิดชอบ ไม่ยอมปล่อยปละละเลย การทำการด้วยความจริงจัง รอบคอบและรุดหน้าเรื่อยไป) ชีวิตของเราจะพ้นทุกข์ได้ จงใช้ชีวิตของเราอย่างคนที่ร่าเริง รู้ตื่นและเบิกบาน ในขณะทำหน้าที่ทุก ๆ หน้าที่ ด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ทรงเปรียบเทียบให้เห็นว่าความไม่ประมาทเป็นที่สุดของคุณธรรมทั้งหลายนั้น ท่านเปรียบว่าเวลาที่เราเห็นรอยเท้าสัตว์ในป่านี้มารวมกัน จะเห็นว่ารอยเท้าทั้งหมดจะอยู่รวมกันในรอยเท้าของช้างซึ่งเป็นรอยเท้าที่ใหญ่ที่สุด ความไม่ประมาทก็เหมือนกัน เป็นคุณธรรมที่ใหญ่ ที่จะรวมคุณธรรมอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิตของเราได้ ขอให้ท่านใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมในการทำหน้าที่ แล้วรู้ตื่นและเบิกบานในขณะที่ทำหน้าที่นั้น ๆ เพื่อชีวิตของท่านจะไม่ขุ่นมัว แม้แต่ขณะจิตเดียว และถ้าเพื่อเราเห็นว่า เราไม่ยอมให้ชีวิตของเราขุ่นมัวแม้ขณะเดียว เราจะเห็นทันทีเลย ว่าชีวิตของเราก็พ้นทุกข์อยู่ในขณะนั้นขอให้มีความสุขด้วยไม่ประมาท สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า.
อนวสฺสุตจิตสฺส อนนฺวาหตเจตโส
ปุญญฺปาปปหีนสฺส นตฺถิ ชาครโต ภยํ.
ผู้มีจิตอันไม่ชุ่มด้วยราคะ มีใจอันโทสะไม่กระทบเเล้ว
มีบุญเเละ บาปอันละได้เเล้ว ตื่นอยู่ ย่อมไม่มีภัย.
อธิบายความว่า บอกเขา คนที่ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ นั่นน่ะ ถ้าอยากจะเห็นตัวบาปชัดๆ มีวิธีดู ให้ไปดูหน้าที่กระจกชัดๆ ที่เห็นในกระจกนั่นแหละ ตัวบาป หน้าใครหน้ามันละไม่ว่าบาปไม่ว่าบุญเวลาออกผลต้องใช้เวลาพอสมควร เช่น ปลูกกล้วยวันนี้ พรุ่งนี้ ได้กินกล้วยไหม ? ไม่ได้ รออีกเป็นเดือนๆ บางทีเกือบปี จึงจะได้กินกล้วย เช่นกัน ทำความดีวันนี้ ได้รับผลดีทันทีไหม ? ที่ได้รับทันทีเป็นผลภายในใจคือ ได้รับความ ชื่นใจ แต่จะให้สังคมยอมรับ หรือทำให้ลาภผลอะไรเกิดขึ้นต้องรออีกเป็นปี ต้องรอ ด้วยกันทุกคนเช่นเดียวกัน ทำบาปปุ๊บมันก็ได้ปั๊บเหมือนกัน คือ ใจขุ่นมัว และผลบาปจริงๆ จะ ตามมาทัน ก็ต้องรอเวลาอีกช่วงเหมือนกัน มันเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นคนที่มักง่าย ไม่ตรอง อะไรจริงๆ จังๆ ไม่ละเอียดสุขุมรอบคอบ ก็เลยมักจะทึกทักเอาว่า บุญไม่มี บาปไม่มี คนส่วนมากในโลกนี้ เมื่อเวลาคนอื่นทำชั่ว ก็อยากให้เขาได้รับผลชั่วทันที ซึ่งก็ดีเหมือนกัน สมมุติดูนะ ถ้าพอใครโกหกปุ๊บ ให้มันฟันหักหมดปากปั๊บเลย สงสัยที่นั่งอยู่บน ศาลานี้ คงไม่มีใครเหลือฟันสักซี่ แต่ถ้าเวลาตัวเราโกหก ปุ๊บ สาธุ .. ขอเราอย่าเพิ่ง ฟันหักเลย นี่คือเรา.. พอเราทำความดีปุ๊บ อยากจะให้เราได้ดีทันทีเลย ให้คนเขา ยกย่องเชิดชู ได้ยศฐาบรรดาศักดิ์ ได้ลาภได้ผล อยากให้ได้ทันที แต่เวลาคนอื่นเขาทำ ความดี ในระยะยังไม่หมดกิเลส ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ก็ยังมีความสุขกาย สุขใจ ไม่ต้องทุกข์กายทุกข์ใจรักษา ศีล สมาธิ ด้วยปัญญาให้ดีแล้วจะทำให้ชีวิตของเราเจริญรุ่งเรืองตลอดไป.สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า.
สุสุขํ วต ชีวาม เวริเนสุ อเวริโน
เวริเนสุ มนุสฺเสสุ วหาราม อเวริโน.
ในหมู่มนุษย์ผู้มีเวรกัน เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่ ในหมู่มนุษย์
ผู้มีเวรกัน เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่ เราจึงเป็นอยู่อย่างเป็นสุขดีหนอ.
อธิบายความว่า การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ เป็นที่มั่นใจในศีลขอตนเองอาศัยปัญญา ปัญญาเป็นเครื่องชำระศีลให้บริสุทธิ์ ศีลนั้นแม้จะเป็นเลิศ ทำให้ปลอดภัย มีความสุขกายสุขใจได้ก็อยู่ในระดับกำลังของศีลเท่านั้น เพราะศีลเป็นเพียงเบื้องต้น เป็นเครื่องป้องกัน กำจัดได้เฉพาะกิเลสอย่างหยาบมีทุจริตทางกาย ทางวาจา ปิดกั้นทุคติภูมิ เปิดทางนำไปสู่สุคติภูมิเท่านั้น ศีลเป็นเครื่องอบรมจิตเบื้องต้นทำจิตให้มีหลัก หนักแน่นเป็นสมาธิที่จะดำเนินไปสู่ระดับต้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี ส่วนผู้ที่สมบูรณ์ด้วยปัญญา พร้อมทั้งศีลและสมาธิเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอริยคุณขั้นสูงสุด คือพระอรหันต์ ปัญญาจึงเป็นคุณขั้นอุดม
สรุปความว่า พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย พระองค์ตรัสปัจฉิมวาจานี้ไว้ เราจะต้องให้ความสำคัญเหมือนกับเป็นวาจาสั่งเสียของพ่อแม่ เพราะทรงเป็นพระบิดาของพระศาสนาทั้งหมด วาจาที่ตรัสเตือนให้ไม่ประมาทนี้ จะต้องนำมาประพฤติปฏิบัติกันอย่างจริงจัง” อันที่จริงปัจฉิมวาจาของพระพุทธองค์นั้น ทรงเตือนในหลักธรรมสองประการ ประการแรกคือความว่า “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา” ซึ่งหมายถึงหลักอนิจตา คือความเป็นของไม่เที่ยง หรือภาวะที่สังขารทั้งปวงเป็นสิ่งไม่เที่ยงไม่คงที่ ส่วนหลักธรรมประการที่สอง คือความไม่ประมาท อันที่จริงเมื่อพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่า หลักธรรมทั้งสองประการนี้มีความเกี่ยวพันกันอยู่ กล่าวคือ เมื่อเรารำลึกอยู่เสมอว่า สรรพสิ่งและสภาวะต่างๆ ล้วนไม่เที่ยง ล้วนไม่คงที่ฉะนั้นเราอย่าตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาททำให้ยึดติดมั่นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมั่นคงแน่นอนทั้งนั้น ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงและดับสูญไปในที่สุด สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นนั้นว่า.
อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเย
อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต สุสีลา โหถ ภิกฺขโว.
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ
มีศีลดีงาม ตั้งความดำริไว้ให้ดี คอยรักษาจิตของตน.
มีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ฯ.
ธรรมศึกษา

พุทธศาสนสุภาษิตนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นเอก

1.อัปปมาทวรรค คือ หมวดไม่ประมาท
สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า.
อปฺปมาทรโต โหถ สจิตฺตมนุรกฺขถ
ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโรฺ.
ท่านทั้งหลายจงยินดีในความไม่ประมาท คอยรักษาจิตของตน
จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างที่ตกหล่มถอนตนขึ้นฉะนั้น.

2. จิตตวรรค คือหมวดจิต
สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า.
จิตฺเตน นียติ โลโก จิตฺเตน ปริกสฺสติ
จิตฺตสฺส เอกธมฺมสฺส สพฺเพว วสมนฺวคู.
โลกถูกจิตนำไป ถูกจิตชักไปสัตว์ทั้งปวงไปสู่อำนาจ
เเห่งจิตอย่างเดียว.

3. ธัมมวรรค คือ หมวดธรรม
สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า.
โอวเทยฺยานุสาเสยฺย อสพฺภา จ นิวารเย
สตํ หิ โส ปิโย โหติ อสตํ โหติ อปฺปิโย.
บุคคลควรเตือนกัน ควรสอนกัน เเละป้องกันจากคนไม่ดี
เพราะเขาย่อมเป็นที่รักของคนดี เเต่ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี.

4. วิริยวรรค คือ หมวดความเพียร
สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า.
ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา
ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา.
ท่านทั้งหลายต้องทำความเพียรเอง ตถาคตเป็นเเต่ผู้บอก
ผู้มีปกติเพ่งพินิจ ดำเนินไปเเล้ว จักพ้นจากเครื่องผูกของมาร.





5. สามัคคีวรรค คือ หมวดสามัคคี
สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ว่า.
วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา อวิวาทญฺจ เขมโต
สมคฺคา สขิลา โหถ เอสา พุทฺธานุสาสนี.
ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย
เเละความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยเเล้ว เป็นผู้พร้อมเพรียง
มีความประนีประนอมกันเถิด นี้เป็นพระพุทธานุศาสนี.
6. หมวดความอดทน
สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน สวดมนต์ฉบับหลวง ว่า.
อตฺตโนปิ ปเรสญฺจ อตฺถาวโห ว ขนฺติโก
สคฺคโมกฺขคมํ มคฺคํ อารุฬฺโห โหติ ขนฺติโก.
ผู้มีขันติ ชื่อว่านำประโยชน์มาให้ทั้งแก่ตนเองทั้งแก่ผู้อื่น
ผู้มีขันติ ชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน
ธรรมศึกษา

สุภาษิตนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นโท (เล่ม ๒)

๑. อัตตวรรค คือ หมวดตน

๑. อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเย อตฺตทตฺถมภิญฺญาย สทตฺถปสุโต สิยา
บุคคลไม่ควรพล่าประโยชน์ของตน เพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก
รู้จักประโยชน์ของตนแล้ว พึงขวนขวายในประโยชน์ของตน
( พุทฺธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๓๗.

๒. อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม.
ถ้าสอนผู้อื่นฉันใด พึงทำตนฉันนั้น ผู้ฝึกตนดีแล้ว ควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่า
ตนแลฝึกยาก
( พุทฺธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๓๖.

๓. อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูเป นิเวสเย อถญฺญมนุสาเสยฺย น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต
บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน สอนผู้อื่นภายหลังจึงไม่มัวหมอง
( พุทฺธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๓๖.

๒. กัมมวรรค คือ หมวดกรรม

๔. อติสีตํ อติอุณฺหํ อติสายมิทํ อหุ อิติ วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺเต อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว
ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยคนผู้ทอดทิ้งการงาน ด้วยอ้างว่าหนาวนัก
ร้อนนัก เย็นเสียแล้ว.
( พุทฺธ ) ที. ปาฏิ. ๑๑ / ๑๙๙ .

๕. อถ ปาปานิ กมฺมานิ กรํ พาโล น พุชฌติ เสหิ กมฺเมหิ ทุมฺเมโธ อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ
เมื่อคนโง่มีปัญญาทราม ทำกรรมชั่วอยู่ก็ไม่รู้สึก เขาเดือดร้อน
เพราะกรรมของตน เหมือนถูกไฟไหม้
( พุทฺธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๓๓.

๖. ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ
บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี
ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว
( พุทฺธ ) สํ. ส. ๑๕ / ๓๓๓.




๗. โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ กตตฺโถ นาวพุชฺฌติ อตฺถา ตสฺส ปลุชฺชนฺติ เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา
ผู้ใด อันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน แต่ไม่รู้สึก
(คุณของเขา) ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมฉิบหาย
( ทฬฺหธมฺมโพธิสตฺต ) ขุ. ชา. สตฺตก. ๒๗ / ๒๒๘ .

๘. โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ กตตฺโถ มนุพุชฺฌติ อตฺถา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา
ผู้ใด อันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน ย่อมสำนึก
(คุณของเขา) ได้ ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมเจริญ
( ทฬฺหธมฺมโพธิสตฺต ) ขุ. ชา. สตฺตก. ๒๗ / ๒๒๘ .

๙. โย ปุพฺเพ กรณียานิ ปจฺฉา โส กาตุมิจฺฉติ วรุณกฏฺฐํ ภญฺโชว ส ปจฺฉา อนุตปฺปติ
ผู้ใด ปรารถนาทำกิจที่ควรทำก่อนในภายหลัง ผู้นั้น ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง
ดุจมาณพ (ผู้ประมาทแล้วรีบ) หักไม้กุ่มฉะนั้น
( โพธิสตฺต ) ขุ. ชา. เอก. ๒๗ / ๒๓.

๑๐. สเจ ปุพฺเพกตเหตุ สุขทุกฺขํ นิคจฺฉติ โปราณกํ กตํ ปาปํ ตเมโส มุญฺจเต อิณํ
ถ้าประสพสุขทุกข์ เพราะบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ
ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น
( โพธิสตฺต ) ขุ. ชา.ปญฺญส. ๒๘ / ๒๕.

๑๑. สุขกามานิ ภูตานิ โย ทณฺเฑน วิหึสติ อตฺตโน สุขเมสาโน เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ
สัตว์ทั้งหลายย่อมต้องการความสุข ผู้ใดแสวงหาสุขเพื่อตน
เบียดเบียนเขาด้วยอาชญา ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมไม่ได้สุข
( พุทฺธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๓๒

๑๒. สุขกามานิ ภูตานิ โย ทณฺเฑน น หึสติ อตฺตโน สุขเมสาโน เปจฺจ โส ลภเต สุขํ
สัตว์ทั้งหลายย่อมต้องการความสุข ผู้ใดแสวงหาสุขเพื่อตน
ไม่เบียดเบียนเขาด้วยอาชญา ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมได้สุข
( พุทฺธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๓๒

๕. ขันติวรรค คือ หมวดอดทน

๑๓. อตฺตโนปิ ปเรสญฺจ อตฺถาวโห ว ขนฺติโก สคฺคโมกฺขคมํ มคฺคํ อารุฬฺโห โหติ ขนฺติโก
ผู้มีขันติ ชื่อว่านำประโยชน์มาให้ทั้งแก่ตนทั้งแก่ผู้อื่น
ผู้ที่มีขันติชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน
ส. ม. ๒๒๒.

๑๔. เกวลานํปิ ปาปานํ ขนฺติ มูลํ นิกนฺตติ ครหกลหาทีนํ มูลํ ขนติ ขนฺติโก
ขันติ ย่อมตัดรากแห่งบาปทั้งสิ้น ผู้มีขันติชื่อว่าย่อมขุดรากแห่งความติเตียน
และการทะเลาะกันเป็นต้นได้
ส. ม. ๒๒๒

๑๕. ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภี ยสสฺสี สุขสีลวา ปิโย เทวมนุสฺสานํ มนาโป โหติ ขนฺติโก
ผู้มีขันตินับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และมีสุขเสมอ
ผู้มีขันติเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ส. ม. ๒๒๒

๑๖. สตฺถุโน วจโนวาทํ กโรติเยว ขนฺติโก ปรมาย จ ปูชาย ชินํ ปูเชติ ขนฺติโก
ผู้มีขันติ ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระศาสดา
และผู้มีขันติชื่อว่าบูชาพระชินเจ้าด้วยบูชาอันยิ่ง
ส. ม. ๒๒๒

๑๗.สีลสมาธิคุณานํ ขนฺติ ปธานการณํ สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา ขนฺตฺยาเยว วฑฺฒนฺติ เต
ขันติเป็นประธาน เป็นเหตุ แห่งคุณคือศีลและสมาธิ กุศลธรรมทั้งปวงย่อมเจริญ เพราะขันติเท่านั้น
ส. ม. ๒๒๒

๔. ปัญญาวรรค คือ หมวดปัญญา

๑๘. อปฺปสฺสุตายํ ปุริโส พลิวทฺโทว ชีรติ มํสานิ ตสฺส วฑฺฒนฺติ ปญฺญา ตสฺส น วฑฺฒติ
คนผู้สดับน้อยนี้ ย่อมแก่ไป เหมือนวัวแก่ อ้วนแต่เนื้อ แต่ปัญญาไม่เจริญ
( พุทฺธ ) ขุ. ธ. ๒๕/๓๕.

๑๙. ชีวเตวาปิ สปฺปญฺโญ อปิ วิตฺตปริกฺขยา ปญฺญาย จ อลาเภน วิตฺตวาปิ น ชีวติ
ถึงสิ้นทรัพย์ ผู้มีปัญญาก็เป็นอยู่ได้ แต่อับปัญญาแม้มีทรัพย์ก็เป็นอยู่ไม่ได้
( มหากปฺปินเถร ) ขุ. เถร. ๒๖/๓๕๐.

๒๐. ปญฺญวา พุทฺธิสมฺปนฺโน วิธานวิธิโกวิโท กาลญฺญู สมยญฺญู จ ส ราชวสตึ วเส
ผู้มีปัญญา ถึงพร้อมด้วยความรู้ ฉลาดในวิธีจัดการงานรู้กาลและรู้สมัยเขาพึงอยู่ในราชการได้
( พุทฺธ ) ขุ. ชา. มหา. ๒๘ / ๓๓๙.

๒๑. ปญฺญา หิ เสฏฺฐา กุสลา วทนฺติ นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ
สีลํ สิรี จาปิ สตญฺจ ธมฺโม อนฺวายิกา ปญฺญวโต ภวนฺติ
คนฉลาดกล่าวว่า ปัญญาประเสริฐ เหมือนพระจันทร์ประเสริฐกว่าดาวทั้งหลาย แม้ศีลสิริและธรรมของสัตบุรุษย่อมไปตามผู้มีปัญญา ( สรภงฺคโพธิสตฺต ) ขุ. ชา. จตฺตาฬีส. ๒๗ / ๕๔๑.

๒๒. มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ จเช มตฺตาสุขํ ธีโร สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํ
ถ้าพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะยอมเสียสละสุขส่วนน้อย ผู้มีปัญญาเล็งเห็นสุขอันไพบูลย์ ก็ควรสละสุขส่วนน้อยเสีย
( พุทฺธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๕๓.

๒๓. ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธ อนตฺถํ จรติ อตฺตโน อตฺตโน จ ปเรสญฺ จ หึสาย ปฏิปชฺชติ
คนมีปัญญาทราม ได้ยศแล้วย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่น
( หตฺถาจริย ) ขุ. ชา. เอก. ๒๗ / ๔๐.

๒๔. ยาวเทว อนตฺถาย ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ มุทฺธํ อสฺส วิปาตยํ
ความรู้เกิดแก่คนพาล ก็เพียงเพื่อความฉิบหาย มันทำสมองของเขาให้เขว ย่อมฆ่าส่วนที่ขาวของคนพาลเสีย
( พุทฺธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๒๔.

๒๕. โย จ วสฺสสตํ ชีเว ทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน
ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจไม่มั่นคง พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี ส่วนผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ดีกว่า
( พุทฺธ ) ขุ. ธ. ๒๕ / ๒๙.

๕. เสวนาวรรค คือ หมวดคบหา

๒๖. อสนฺเต นูปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ สนฺโต ปาเปนฺติ สุคตึ
บัณฑิตไม่พึงคบอสัตบุรุษ พึงคบสัตบุรุษ เพราะอสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมให้ถึงสุคติ
( โพธิสตฺต ) ขุ. ชา. วีส. ๒๗ / ๔๓๗.

๒๗. ตครํ ว ปลาเสน โย นโร อุปนยฺหติ ปตฺตาปิ สุรภี วายนฺติ เอวํ ธีรูปเสวนา
คนห่อกฤษณาด้วยใบไม้ แม้ใบไม้ก็หอมไปด้วยฉันใด การคบกับนักปราชญ์ ก็ฉันนั้น
( โพธิสตฺต ) ขุ. ชา. วีส. ๒๙ /๔๓๗.

๒๘. น ปาปชนสํเสวี อจฺจนฺตสุขเมธติ โคธากุลํ กกณฺฏาว กลึ ปาเปติ อตฺตนํ
ผู้คบคนชั่ว ย่อมถึงความสุขโดยส่วนเดียวไม่ได้ เขาย่อมยังตนให้ประสบโทษ เหมือนกิ้งก่าเข้าฝูงเหี้ยฉะนั้น
( โพธิสตฺต ) ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๔๖.

๒๙. ปาปมิตฺเต วิวชฺเชตฺวา ภเชยฺยุตฺตมปุคฺคเล โอวาเท จสฺส ติฏฺเฐยฺย ปตฺเถนฺโต อจลํ สุขํ
ผู้ปรารถนาความสุขที่มั่นคง พึงเว้นมิตรชั่วเสีย คบแต่บุคคลสูงสุด และพึงตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน
( วิมลเถร ) ขุ. เถร. ๒๖ / ๓๐๙.

๓๐. ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน โย นโร อุปนยฺหติ กุสาปิ ปูติ วายนฺติ เอวํ พาลูปเสวนา
คนห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้หญ้าคาก็พลอยเหม็นเน่าไปด้วยฉันใด การคบกับคนพาลก็ฉันนั้น
( ราชธีตา ) ขุ. ชา. มหา. ๒๘ / ๓๐๓.

๓๑. ยาทิสํ กุรุเต มิตฺตํ ยาทิสญฺจูปเสวติ โสปิ ตาทิสโก โหติ สหวาโส หิ ตาทิโส
คบคนเช่นใดเป็นมิตร และสมคบคนเช่นใด เขาก็เป็นคนเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันย่อมเป็นเช่นนั้น
( โพธิสตฺต ) ขุ. ชา. วีส. ๒๗ / ๔๓๗.

๓๒. สทฺเธน จ เปสเลน จ ปญฺญวตา พหุสฺสุเตน จ สขิตํ หิ กเรยฺย ปณฺฑิโต
ภทฺโท สปฺปุริเสหิ สงฺคโม
บัณฑิต พึงทำความเป็นเพื่อนกับคนมีศรัทธา มีศีลเป็นที่รัก มีปัญญาและเป็นพหุสูต เพราะการสมาคมกับคนดี เป็นความเจริญ
( อานนฺทเถร ) ขุ. เถร. ๒๖/ ๔๐๔.
………………………… “ …………………………
ธรรมศึกษา

ขั้นตอนการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม

๑. ต้องท่องจำพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ ให้ได้ และเขียนให้ถูกต้องอย่างน้อย ๒ สุภาษิต พร้อมทั้งที่มาของสุภาษิตบทนั้นด้วยเพื่อนำไปเป็นสุภาษิตเชื่อม (เวลาสอบใช้สุภาษิตเดียว)
๒. เมื่อท่องจำสุภาษิตได้แล้ว พึงฝึกหัดแต่งสุภาษิตนั้น สัก ๒-๓ ครั้ง ประมาณ ๑ หน้ากระดาษ จนเกิดความชำนาญ เมื่อนำไปเชื่อมในการสอบจริงจะได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอนการลงมือเขียน
ขั้นตอนที่ ๑ การเขียนสุภาษิตกระทู้ตั้ง ต้องเขียนไว้กึ่งกลางหน้ากระดาษสอบให้พอดี โดยเฉพาะคำบาลีนั้นต้องเขียนให้ถูกอักขระ ในส่วนคำแปลนั้น พึงเขียนจัดวางให้ได้กึ่งกลางของคำบาลี อย่าให้ล้นไปข้างหน้า หรือเยื้องไปข้างหลังจะดูไม่งามต้องพยายามกะให้พอดี
ขั้นตอนที่ ๒ การเขียนอารัมภบท คือ ณ บัดนี้ ….ให้ย่อหน้าขึ้นบรรทัดใหม่ ประมาณ ๖ ตัวอักษร
ขั้นตอนที่ ๓ ก่อนอธิบายเนื้อความให้ขึ้นบรรทัดใหม่ย่อหน้ากระดาษ การย่อหน้ากระดาษต้องให้ตรงกับ ณ บัดนี้
ขั้นตอนที่ ๔ การเขียนสุภาษิตเชื่อม ให้เขียนตรงกลางหน้ากระดาษเหมือนสุภาษิตบทตั้ง (ข้อสอบ) แต่ก่อนที่จะยกสุภาษิตที่เราท่องไว้แล้วมาเชื่อม ต้องอ้างที่มาของสุภาษิตเสียก่อนว่า สมดังสุภาษิตที่มาใน ……. ( ที่มาของสุภาษิตบทนั้น ) แล้วจึงวางสุภาษิตไว้ตรงกลางหน้ากระดาษ
ขั้นตอนที่ ๕ ก่อนจะอธิบายเนื้อความของสุภาษิตเชื่อม ให้ย่อหน้าขึ้นบรรทัดใหม่ เหมือนขั้นตอนที่ ๒
ขั้นตอนที่ ๖ การสรุปความให้ย่อหน้า เขียนคำว่า สรุปความว่า ……. การสรุปนั้นควรสรุปประมาณ ๕ – ๖ บรรทัด จึงจะพอดี เมื่อสรุปเสร็จแล้ว ให้นำสุภาษิตบทตั้ง (ข้อสอบ) มาเขียนปิดท้าย
ขั้นตอนที่ ๗ การเขียนสุภาษิตปิดท้าย ให้เขียนคำว่า สมดังสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นนั้นว่า…..แล้วนำสุภาษิตบทตั้ง (ข้อสอบ) มาเขียนไว้ตรงกึ่งกลางหน้ากระดาษปิดท้าย
ขั้นตอนที่ ๘ บรรทัดสุดท้ายนิยมเติมคำว่า “มีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ หรือ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้” มาปิดท้าย
ส่วนการย่อหน้าและจัดวรรคตอนนอกจากนี้ ให้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม การเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม ต้องฝึกเขียนให้ได้ ๔ – ๕ ครั้งขึ้นไป แต่ละครั้งที่ฝึกเขียน พึงดูแผนการเขียนและตัวอย่างการเรียงความแก้กระทู้ธรรมประกอบด้วยว่าถูกต้องหรือไม่.
ธรรมศึกษา

พุทธศาสนสุภาษิตสำหรับท่องจำ (ควรฝึกเขียนให้ถูกต้องด้วย)

หมวด ตน
อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ.
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน. ที่มาของสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภิ.
ผู้มีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่ง ซึ่งได้โดยยาก. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

หมวด ความไม่ประมาท
อปฺปมาโท อมตํ ปทํ.
ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ.
บัณฑิตย่อมสรรเสริญ ความไม่ประมาท. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

หมวด กรรม
กมฺมุนา วตฺตติ โลโก.
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ.
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

หมวด กิเลส
โลโภ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ.
ความโลภเป้นอันตราย แห่งธรรมทั้งหลาย. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย สคาถวรรค

อิจฺฉา นรํ ปริกปนฺโถ.
ความอยากย่อมชักพาคนไปต่างๆ. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

หมวด ความโกรธ
โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ.
ฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

โกธํ ทเมน อุจฺฉินฺเท.
พึงตัดความโกรธด้วยความข่มใจ. ที่มาสุภาษิต อังคุตฺตรนิกาย สัตตกนิบาต

หมวด ความอดทน
ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา.
ขันติคือความอดทนเป็นตบะ อย่างยิ่ง. ที่มาสุภาษิต ทีฆนิกาย มหาวรรค ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

ขนฺติ หิตสุขาวหา.
ความอดทน นำมาซึ่งประโยชน์สุข. ที่มาสุภาษิต สวดมนต์ ฉบับหลวง

หมวด จิต
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ.
จิตที่ฝึกแล้ว นำสุขมาให้. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา.
เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง. ที่มาสุภาษิต มัชฌิมนิกาย มูลปณฺณาสก์

หมวด ชัยชนะ
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ.
การให้ธรรมะ ย่อมชนะการให้ทั้งปวง. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ.
ความสิ้นตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

หมวด ทาน
วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสตฺตํ.
การเลือกให้ พระสุคตทรงสรรเสริญ. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ.
คนพาลเท่านั้น ไม่สรรเสริญทาน. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท
หมวด ทุกข์
อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก.
การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก. ที่มาสุภาษิต อังคุตฺตรนิกาย ฉักกนิบาต
ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา.
เหย้าเรือนที่ปกครองไม่ดี นำทุกข์มาให้ ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท
ธรรมศึกษา

วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม

ธรรมศึกษาชั้นตรี

หลักปฏิบัติในการสอบสนามหลวง วิชา กระทู้ธรรม

๑. แต่งตามกระทู้ธรรมสุภาษิตที่กำหนดให้
๒. อธิบายขยายเนื้อความกระทู้ธรรมสุภาษิตนั้นให้สมเหตุสมผล
๓. อ้างสุภาษิตบทอื่นพร้อมบอกที่มา มาอธิบายประกอบด้วย ๑ สุภาษิตในหนังสือพุทธสุภาษิตเล่ม ๑
๔. เชื่อมความระหว่างสุภาษิตที่นำมาเชื่อมกับสุภาษิตบทตั้งให้สนิทติดต่อสมเรื่องกันด้วยเหตุผล
๕. ให้เขียนลงในกระดาษสอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า ( เว้นบรรทัด ) ขึ้นไป

ระเบียบการตรวจกระทู้ธรรมสนามหลวง

คณะกรรมการได้กำหนดแนวทางในการตรวจกระทู้ธรรม และพิจารณาให้คะแนนดังนี้
๑.แต่งได้ครบตามกำหนด ( ตั้งแต่ ๒ หน้ากระดาษขึ้นไป )
๒.อ้างสุภาษิตเชื่อมได้ตามกฎ ( ๑ สุภาษิต )
๓.เชื่อมความกระทู้ได้ดี
๔.อธิบายความสมกับกระทู้ที่ตั้งไว้
๕.ใช้สำนวนสุภาพเรียบร้อย
๖.ใช้ตัวสะกดการันต์ถูกต้องตามหลักภาษา
๗.สะอาดไม่เปรอะเปื้อน ฯ
ธรรมศึกษา

ตัวอย่างกระทู้ธรรม ธรรมศึกษาชั้นตรี

กระทู้ธรรม ธรรมศึกษาชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันที่.......พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖

พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
คนพาลเท่านั้น ย่อมไม่สรรเสริญทาน
บัดนี้ จักได้อธิบายความแห่งกระทู้ธรรม ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษา และปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม สำหรับผู้สนใจใคร่ธรรมทุกท่าน
ทาน หมายถึง การบริจาคสิ่งของของตน คือ อาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า ผ้าห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และของใช้ที่จำเป็นแก่ชีวิต ให้แก่ผู้อื่นด้วยวัตถุประสงค์ ๒ ประการคือ
๑. เพื่อช่วยเหลือ เพื่ออุดหนุนบุคคลผู้ไม่มีหรือผู้ขาดแคลนสิ่งเหล่านั้น เช่น ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ไฟไหม้ เด็กกำพร้า คนชรา เป็นต้น
๒. เพื่อบูชาคุณความดีของผู้ทรงศีล ทรงธรรม ตัวอย่างเช่นพระสงฆ์ อีกอย่างหนึ่ง ทาน หมายถึง การงดเว้นจากการทำบาป ๕ อย่าง
ดังพระพุทธพจน์ว่า อริยสาวกในศาสนานี้เป็นผู้ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต เป็นผู้ละอทินนาทาน เว้นขากจากอทินนาทาน เป็นผู้ละกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เป็นผู้ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท เป็นผู้ละการดื่มสุรา และอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ชื่อว่า เขาได้ให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ เมื่อเขาให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร และความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ตัวเขาเองก็เป็นผู้มีส่วนได้รับความไม่มีภัย ความไม่มีเวร และความไม่เบียดเบียนจากผู้อื่นหาประมาณมิได้เช่นเดียวกัน
ทั้ง ๕ นี้ จัดเป็นทานอันยิ่งใหญ่ เป็นทานที่เลิศกว่าทานทั้งหลาย เป็นวงศ์ของอริยชน เป็นของเก่า อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูชนไม่คัดค้าน ไม่ลบล้าง
ทานทั้ง ๒ ประการ คือ การให้วัตถุสิ่งของมีอาหารเป็นต้น และการให้อภัยมีการไม่ฆ่าเป็นต้นดังกล่าวมา ช่วยรักษาชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายให้รอดพ้นจากความตายได้ อุทาหรณ์ที่เห็นง่ายที่สุดคือ เมื่อมนุษย์เกิดมา มารดาบิดาให้น้ำนมดื่ม ให้ข้าวป้อน ดูแลรักษา และไม่มีคนมาฆ่า เด็กทารกนั้นจึงรอดตายและเจริญเติบโตได้ ตรงกันข้าม ถ้ามารดา บิดา หรือผู้อื่นใดไม่ให้น้ำนม ข้าวป้อน ดูแลรักษา หรือมีคนมาฆ่า เด็กทารกนั้นคงไม่รอดตายมาได้ เพราะในเวลานั้น เขายังไม่สามารถจะหาอะไรมารับประทานได้เอง และไม่สามารถจะต่อสู้กับใครได้ อย่าว่าแต่ต่อสู้กับมนุษย์ตัวโต ๆ เลย สู้กับมดและยุงก็ไม่ไหวแล้ว

เพราะฉะนั้น ทาน จะในความหมายว่า ให้วัตถุสิ่งของแก่ผู้อื่นหรือให้อภัย คือ ความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีเบียดเบียนแก่ผู้อื่นก็ตาม ล้วนมีความสำคัญต่อชีวิตทุกชีวิตเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้มนุษย์และสัตว์รอดพ้นจากความตายมาได้ ดังกล่าวแล้ว
ฉะนั้นพระโพธิสัตว์จึงได้กล่าวไว้ในสัตตกนิบาตชาดกในขุททกนิกายว่า ทเทยฺย ปุริโส ทานํ แปลว่า คนควรให้ทาน
แต่ทานทั้ง ๒ ประการนี้ ไม่ใช่จะให้กันได้ง่าย ๆ ทุกคนโดยเฉพาะคนพาล คือ คนที่ชอบทำชั่ว ชอบพูดชั่ว ชอบคิดชั่ว ชอบทำชั่ว คือชอบประพฤติกายทุจริต คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ชอบพูดชั่ว คือ ชอบพูดเท็จ ชอบพูดส่อเสียด ชอบพูดคำหยาบ ชอบพูดคำเพ้อเจ้อ ชอบคิดชั่ว คือ ชอบโลภอยากได้ของผู้อื่น ชอบคิดร้ายต่อผู้อื่น ชอบเห็นผิดเป็นชอบ อย่างที่เรียกว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว พฤติกรรมทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปฏิปักษ์ คือ ตรงกันข้ามกับคุณธรรมที่เรียกว่า ทานทั้ง ๒ ประการนั้นทั้งสิ้น
การเห็นคุณค่าของทาน แล้วบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนหรือเพื่อบูชาความดีของผู้ทรงคุณความดีด้วยตนเองและชักชวนบุคคลอื่นให้ปฏิบัติเช่นนั้นก็ดี การให้ความไม่มีภัยแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และเกียรติยศชื่อเสียงของผู้อื่นก็ดี ชื่อว่า สรรเสริญทาน พฤติกรรมที่ดีเช่นนี้ จะทำได้ก็แต่คนดีมีศีล มีกัลยาณธรรมเท่านั้น ส่วนคนชั่ว คือ คนพาลนั้น ยากที่จะทำได้ สมกับพระพุทธพจน์ ในธรรมบทขุททกนิกาย ว่า
สาธุ ปาเปน ทุกกรํ
คนชั่ว ทำความดียาก
คนพาลนั้นนอกจากจะไม่ให้ทาน และไม่เห็นคุณค่าของทานแล้ว ยังทำอันตรายต่อทาน เช่นลักขโมยทรัพย์สินของผู้บริจาคทาน ทุจริตคดโกงเอาเงินหรือสิ่งของที่ผู้ใจบุญบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาเป็นของตนเองเสียอีกด้วย ดังได้ฟัง ได้เห็น เป็นข่าวมากมาย
จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า การที่คนพาลไม่ให้ทานไม่เห็นคุณค่าของทานทั้ง ๒ อย่าง คือ วัตถุทาน และอภัยทาน ขัดขวางผู้บริจาคทาน และทำอันตรายต่อทานด้วยการทุจริตคดโกง ดังกล่าวมา เป็นการกระทำที่แสดงออกถึงการไม่สรรเสริญทานตามธรรมภาษิตว่า
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
คนพาลเท่านั้น ย่อมไม่สรรเสริญทาน
ดังพรรณนามาฉะนี้แล ฯ





กระทู้ธรรม ธรรมศึกษาตรี
สอบในสนามหลวง
วันที่……..พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖

สีลํ โลเก อนุตฺตรํ
ศีล เป็นเยี่ยมในโลก
บัดนี้ จักอธิบายความแห่งธรรมภาษิตว่าศีลเป็นเยี่ยมในโลก ตามความรู้ที่ได้ศึกษามา เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติธรรมสืบต่อไป
สีล ท่านผู้รู้อธิบายความหมายไว้หลายนัย ดังนี้
๑. สีลนะ แปลว่า ความปกติ หมายความว่า ควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยดีงาม พ้นจากการเบียดเบียนกันและกัน และหมายความว่าสามารถรองรับความดีชั้นสูงทุกอย่าง เหมือนแผ่นดินรองรับของหนักมีมหาสมุทรและภูเขา เป็นต้นเอาไว้ได้ โดยไม่มีความผิดปกติอะไร
๒. สิระ แปลว่า ศีรษะ หมายความว่า เป็นยอดของความดี เหมือนศีรษะเป็นอวัยวะที่อยู่สูงที่สุดของร่างกาย
๓. สีสะ แปลว่า ยิ่งใหญ่ คือมีความสำคัญ หมายความว่า ถ้าขาดศีลเสียแล้วคุณธรรมหรือความเจริญอย่างอื่นก็เกิดไม่ได้
๔. สีตละ แปลว่า มีความเย็น หมายความว่า ศีลสร้างความเย็นให้แก่จิตใจผู้รักษา และสร้างความร่มเย็นให้แก่สังคม
๕. สิวะ แปลว่า ปลอดภัย หมายความว่า ศีล สร้างความไม่มีภัย ความไม่มีเวร และความไม่เบียดเบียนให้แก่สังคมมนุษย์
ศีลนั้นเมื่อใครรักษาได้จะทำลายวีติกกมกิเลส คือ กิเลสที่ล่วงละเมิดมาทางกาย และวาจา ทางกาย เช่น การฆ่าสัตว์ ทางวาจา เช่น การพูดเท็จ พร้อมกันนั้นก็ทำให้กาย วาจา และใจของผู้นั้นมีความสะอาดพ้นจากการกระทำการพูดและความคิดที่ทำให้ตนเองและผู้อื่นได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน เพราะศีลมีความดีอย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำชาวโลกให้รักษาศีล ตามพระพุทธพจน์ในขุททกนิกาย อิติอุตตกะ ว่า
สีลํ รกฺเขยฺย เมธาวี
ผู้มีปัญญาพึงรักษาศีล
อนึ่ง ศีลจะเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยธรรม ๒ ประการ คือ หิริความละอายแก่ใจในการทำบาปทุจริต และโอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อผลร้ายอันจะเกิดจากการทำบาปทุจริตนั้น
ศีลนั้น ย่อมขาดเพราะเหตุ ๕ ประการ คือ ๑. ลาภ ๒. ยศ ๓. ญาติ ๔. อวัยวะ ๕. ชีวิต หมายความว่า คนที่ทำผิดศีลก็เพราะปรารถนา ๕ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น อยากได้ เงินจึงลักขโมย คดโกง หรือฆ่าเจ้าของทรัพย์ เป็นต้น
บุคคลย่อมรักษาศีลไว้ได้เพราะยึดมั่นสัมปุริสานุสติ ว่า บุคคลพึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึงสละทั้งทรัพย์ อวัยวะและชีวิตเพื่อรักษาธรรม
ผู้รักษาศีลได้บริสุทธิ์ไม่ให้ขาด ไม่ให้ด่างพร้อย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า จะได้รับอานิสงส์ คือ ผลดีแก่ตน ๕ ประการ คือ ทำให้เกิดทรัพย์ เกียรติศัพท์ขจรไกล เข้าที่ไหนอาจหาญ สติมั่นไม่ลืมหลง มุ่งตรงทางสวรรค์
จากการพรรณนามาโดยย่อนี้ ทำให้เห็นคุณสมบัติของศีลหลายประการด้วยกัน เช่น
ศีล ควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ให้เรียบร้อยพ้นจากการเบียดเบียนกัน
ศีล เป็นเครื่องรองรับความสุขความเจริญต่าง ๆ
ศีล สร้างความร่มเย็นให้แก่ชาวโลก
ศีล ให้ความไม่มีภัย ไม่มีเวร และความไม่เบียดเบียนกัน
ศีล ทำให้คนมีความประพฤติทางกาย วาจา ใจ สะอาด
ฉะนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น จึงกล่าวว่า
สีลํ โลเก อนุตฺตรํ
ศีลเป็นเยี่ยมในโลก
ดังได้บรรยายมาด้วยประการฉะนี้ ฯ
ธรรมศึกษา

รูปแบบการเขียนเรียงความกระทู้ธรรมศึกษาชั้นตรี

(๑) ..................สุภาษิตบทตั้ง.....................
....................คำแปล......................
(๒) ณ บัดนี้................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
(๓) คำว่า..อธิบายเนื้อความสุภาษิตบทตั้ง (ประมาณ 8-10บรรทัด).......................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
.......................................สมดังสุภาษิตที่มาใน......( ที่มาของสุภาษิต)....ว่า
(๔) ......................สุภาษิตเชื่อม ......................
... ...................คำแปล..........................
(๕) คำว่า.... อธิบายเนื้อความสุภาษิตบทตั้ง (ประมาณ 7-10 บรรทัด)...................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..................................................................................................................
(๖) สรุปความว่า (ประมาณ 5 บรรทัด) ...................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
................................สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
(๗) ......................สุภาษิตบทตั้ง.........................
........................คำแปล.............................
ดังนัยพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ (๘)
(ธรรมศึกษาชั้นตรี กำหนดให้เขียน ๒ หน้ากระดาษเว้นบรรทัดขึ้นไป)
ที่มา:นักธรรมชั้นตรี
เรียบเรียงโดย คณาจารย์สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์
ธรรมศึกษา

รูปแบบการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม ธ.ศ.เอก

สุภาษิตตั้ง (เข้ากลางหน้ากระดาษ)
คำแปล (เข้ากลางหน้ากระดาษ)
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายความตามพุทธศาสนภาษิตที่ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็น
แนวทางในการศึกษาและปฏิบัติแก่พุทธศาสนิกชนสืบต่อไป
อธิบายสุภาษิตตั้ง ........................................(๑๐ - ๑๕ บรรทัด ).................................................
...........................................................................................................................................................................
........... สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม ) ว่า
( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๑ )
คำแปล
อธิบายสุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด).....................................
...........................................................................................................................................................................
............สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม ) ว่า
( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๒ )
คำแปล
อธิบายสุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด).....................................
...........................................................................................................................................................................
............สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม ) ว่า
( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๓ )
คำแปล
อธิบายสุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด).....................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................
สรุป.......( ๕ - ๘ บรรทัด ).............................................................................................................
......................................สมดังสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นว่า
พุทธศาสนสุภาษิตตั้ง
คำแปล
ดังได้อธิบายมาด้วยประการ ฉะนี้

(ธรรมศึกษาชั้นเอก กำหนดให้เขียน ๔ หน้ากระดาษเว้นบรรทัดขึ้นไป)
ธรรมศึกษา

รูปแบบการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม ธ.ศ.โท

สุภาษิตตั้ง (เข้ากลางหน้ากระดาษ)
คำแปล (เข้ากลางหน้ากระดาษ)
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายความตามพุทธศาสนภาษิตที่ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางในการศึกษาและปฏิบัติแก่พุทธศาสนิกชนสืบต่อไป
อธิบาย.......สุภาษิตตั้ง .........................................................(๑๐ - ๑๕ บรรทัด )..........................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
........... สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม )........ว่า
( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๑ )
คำแปล
อธิบาย.........สุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด)............................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
............สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม ) ว่า
( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๒)
คำแปล
อธิบาย..........สุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด)...........................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
สรุป.......( ๕ - ๘ บรรทัด )..............................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
......................................สมดังสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นว่า
พุทธศาสนสุภาษิตตั้ง
คำแปล
ดังได้อธิบายมาด้วยประการ ฉะนี้

(ธรรมศึกษาชั้นโท กำหนดให้เขียน ๓ หน้ากระดาษเว้นบรรทัดขึ้นไป)
ธรรมศึกษา

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ ธรรมศึกษาชั้นโท๒๕๕๓


ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ ธรรมศึกษาชั้นโท๒๕๕๓
วันศุกร์ ที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓
1. ประวัติของผู้ตรัสรู้ตาม หมายถึงข้อใด ?
ก. พุทธประวัติ ข. อนุพุทธประวัติ
ค. พุทธานุพุทธประวัติ ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ : ข
2. ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในด้านนั้น ๆ ตรงกับข้อใด ?
ก. อริยบุคคล ข. สาวก
ค. เอตทัคคะ ง. พหุสุตะ
คำตอบ : ค
3. พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. อยู่ป่าเป็นวัตร ข. มีปัญญามาก
ค. ทรงธุดงค์ ง. รู้ราตรีนาน
คำตอบ : ง
4. พระอุรุเวลกัสสปะ ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. อยู่ป่าเป็นวัตร ข. ไม่คลุกคลีด้วยหมู่
ค. มีบริวารมาก ง. เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
คำตอบ : ค
5. อุปติสสะ ได้ดวงตาเห็นธรรม เพราะฟังธรรมจากใคร ?
ก. พระพุทธเจ้า ข. พระอัญญาโกณฑัญญะ
ค. พระอัสสชิ ง. พระยสะ
คำตอบ : ค
6. พระสาวกองค์ใด เป็นแบบอย่างเรื่องความกตัญญู ?
ก. พระราธะ ข. พระสารีบุตร
ค. พระอานนท์ ง. พระอนุรุทธะ
คำตอบ : ข
7. พระสาวกองค์ใด เปรียบเหมือนแม่นมเลี้ยงดูบุตร ?
ก. พระมหาโมคคัลลานะ ข. พระสารีบุตร
ค. พระมหากัสสปะ ง. พระจุนทะ
คำตอบ : ก
8. เราจักไม่ชูงวง เข้าไปสู่สกุล พระพุทธเจ้าตรัสสอนใคร ?
ก. พระสารีบุตร ข. พระมหาโมคคัลลานะ
ค. พระมหากัสสปะ ง. พระมหากัจจายนะ
คำตอบ : ข
9. พระมหากัสสปะ ออกบวชเพราะเห็นโทษในการครองเรือนอย่างไร ?
ก. ต้องรับผิดชอบมาก ข. ต้องคอยรับบาปคนอื่น
ค. ต้องทำแต่บาปกรรม ง. ต้องพัวพันเรื่องกาม
คำตอบ : ข
10. พระสาวกองค์ใด เป็นผู้ริเริ่มทำสังคายนาครั้งแรก ?
ก. พระสารีบุตร ข. พระอุรุเวลกัสสปะ
ค. พระมหากัสสปะ ง. พระอานนท์
คำตอบ : ค
11. ใครแสดงวรรณะ ๔ ว่าเสมอกันด้วยกรรมคือการกระทำ ?
ก. พระมหากัสสปะ ข. พระมหากัจจายนะ
ค. พระมหาโมคคัลลานะ ง. พระมหากัปปินะ
คำตอบ : ข
12. จักพิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงจักไม่แลเห็น ใครทูลถาม ?
ก. อชิตมาณพ ข. โมฆราชมาณพ
ค. ปิงคิยมาณพ ง. โธตกมาณพ
คำตอบ : ข
13. พระโมฆราช ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. ทรงจีวรเศร้าหมอง ข. ยินดีในฌานสมาบัติ
ค. ฉลาดในเตโชกสิณ ง. ตรัสรู้ฉับพลัน
คำตอบ : ก
14. พระสาวกองค์ใด เป็นยอดแห่งผู้ว่าง่ายสอนง่าย ?
ก. พระอนุรุทธะ ข. พระอานนท์
ค. พระราธะ ง. พระฉันนะ
คำตอบ : ค
15. พระสาวกองค์ใด เป็นยอดแห่งพระธรรมกถึก ?
ก. พระมหากัปปินะ ข. พระปุณณมันตานีบุตร
ค. พระมหากัจจายนะ ง. พระอัญญาโกณฑัญญะ
คำตอบ : ข
16. พระสาวกองค์ใด เป็นผู้เลิศด้านทำสกุลให้เลื่อมใส ?
ก. พระอุบาลี ข. พระกาฬุทายี
ค. พระกิมพิละ ง. พระอัสสชิ
คำตอบ : ข
17. พระสาวกองค์ใด บวชเพราะจำใจ ?
ก. พระราธะ ข. พระนันทะ
ค. พระอุบาลี ง. พระอนุรุทธะ
คำตอบ : ข
18. ความรักไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความดำริเพื่อสลัดจากทุกข์ของใคร ?
ก. พระมหากัจจายนะ ข. พระอานนท์
ค. พระนันทะ ง. พระอนุรุทธะ
คำตอบ : ค
19. พระราหุล ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. เกิดในตระกูลสูง ข. ใคร่ต่อการศึกษา
ค. มีทิพยจักษุญาณ ง. สำรวมอินทรีย์
คำตอบ : ข
20. พระสาวกองค์ใด ได้รับเอตทัคคะด้านทรงพระวินัย ?
ก. พระอุบาลี ข. พระนันทะ
ค. พระอานนท์ ง. พระสีวลี
คำตอบ : ก
21. พระอุบาลี เมื่อยังไม่ได้อุปสมบทประกอบอาชีพอะไร ?
ก. ค้าขาย ข. ทำเกษตรกรรม
ค. ตัดผม ง. สอนหนังสือ
คำตอบ : ค
22. พระสาวกองค์ใด มักเปล่งอุทานว่า สุขหนอ ๆ ?
ก. พระนันทะ ข. พระภัททิยะ
ค. พระอนุรุทธะ ง. พระลกุณฏกภัททิยะ
คำตอบ : ข
23. พระสาวกองค์ใด เคยปรารถนาว่า ขออย่าได้ยินคำว่าไม่มี ?
ก. พระภัททิยะ ข. พระมหานามะ
ค. พระอนุรุทธะ ง. พระกิมพิละ
คำตอบ : ค
24. พระอานนท์รับหน้าที่ใด ในคราวทำปฐมสังคายนา ?
ก. เป็นประธานสงฆ์ ข. วิสัชนาพระธรรม
ค. วิสัชนาพระวินัย ง. วิสัชนาพระธรรมวินัย
คำตอบ : ข
25. ใครยืนขวางช้างนาฬาคีรีที่จะทำร้ายพระพุทธเจ้า ?
ก. พระสารีบุตร ข. พระนันทะ
ค. พระราหุล ง. พระอานนท์
คำตอบ : ง
26. พระสาวกองค์ใด ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพุทธอุปัฏฐาก ?
ก. พระราหุล ข. พระสารีบุตร
ค. พระอานนท์ ง. พระมหากัสสปะ
คำตอบ : ค
27. ใครปรารภความเพียรอย่างแรงกล้า เดินจงกรมจนเท้าแตก ?
ก. พระโสณโกฬิวิสะ ข. พระรัฐบาล
ค. พระโสณกุฏิกัณณะ ง. พระลกุณฏกภัททิยะ
คำตอบ : ก
28. โลกคือหมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม ใครกล่าว ?
ก. พระจักขุบาล ข. พระรัฐบาล
ค. พระโมฆราช ง. พระเจ้าโกรัพยะ
คำตอบ : ข
29. พระสาวกองค์ใด อดอาหารประท้วง เพราะไม่ได้บวช ?
ก. พระมหากัปปินะ ข. พระรัฐบาล
ค. พระปิลินทวัจฉะ ง. พระอานนท์
คำตอบ : ข
30. พระโสณกุฏิกัณณะ บวชเป็นสามเณรอยู่ถึง ๓ ปี จึงได้อุปสมบท
เพราะเหตุใด ?
ก. มีพระสงฆ์ไม่พอ ข. มีอายุไม่ครบ ๒๐ ปี
ค. ไม่มีบาตรและจีวร ง. หาพระอุปัชฌาย์ไม่ได้
คำตอบ : ก
31. พระลกุณฏกภัททิยเถระ ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. ชำนาญมโนมยิทธิ ข. แสดงธรรมอย่างวิจิตร
ค. แสดงธรรมไพเราะ ง. มีเสียงไพเราะ
คำตอบ : ง
32. พระปิลินทวัจฉเถระ ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. แสดงธรรมได้ไพเราะ ข. ผู้จับฉลากเป็นปฐม
ค. พ้นกิเลสด้วยศรัทธา ง. เป็นที่รักใคร่ของเทวดา
คำตอบ : ง
33. พระสาวกองค์ใด ก่อนบวชถูกล้อเลียนว่า เด็กไม่มีแม่ ?
ก. พระรัฐบาล ข. พระราธะ
ค. พระกุมารกัสสปะ ง. พระโกณฑธาน
คำตอบ : ค
34. พระสาวกองค์ใด ก่อนบวชมักพูดหักล้างคนอื่น ทำให้ไม่มีใคร อยากคบหา
สมาคม ?
ก. พระโสณกุฏิกัณณะ ข. พระกุมารกัสสปะ
ค. พระปุณณชิ ง. พระมหาโกฏฐิตะ
คำตอบ : ง
35. พระสาวกที่เป็นต้นบัญญัติข้อห้ามดื่มสุรา คือใคร ?
ก. พระนาคิตะ ข. พระสาคตะ
ค. พระอุปเสนะ ง. พระอุทายี
คำตอบ : ข
36. พระสาวกองค์ใด ถูกพระศาสดาตำหนิว่า โมฆบุรุษผู้มักมาก ?
ก. พระสุภูติ ข. พระจุนทะ
ค. พระเรวตะ ง. พระอุปเสนะ
คำตอบ : ง
37. พระสีวลีเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้านใด ?
ก. มีลาภมาก ข. มีบริวารมาก
ค. มีบุญมาก ง. มีปัญญามาก
คำตอบ : ก
38. ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา พระพุทธเจ้าตรัสแก่ใคร ?
ก. พระมหากัจจายนะ ข. พระวักกลิ
ค. พระพากุละ ง. พระราหุล
คำตอบ : ข
39. ใครสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ยังไม่ทันบวชก็ปรินิพพาน ?
ก. พระพาหิยะ ข. พระอุปเสนะ
ค. พระพากุละ ง. พระวังคีสะ
คำตอบ : ก
40. พระสาวกองค์ใด ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีโรคน้อย ?
ก. พระอุทายี ข. พระอุบาลี
ค. พระพากุละ ง. พระวักกลิ
คำตอบ : ค
41. วัสสูปนายิกา เกี่ยวข้องกับวันอะไร ?
ก. วันเข้าพรรษา ข. วันออกพรรษา
ค. วันมหาปวารณา ง. วันเข้าเขตกฐินกาล
คำตอบ : ก
42. การทำสามีจิกรรม มีความหมายว่าอย่างไร ?
ก. การขอขมาโทษต่อกัน ข. การว่ากล่าวตักเตือนกัน
ค. การถือนิสัยกับอาจารย์ ง. การแสดงความบริสุทธิ์
คำตอบ : ก
43. วันพระ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร ?
ก. วันอุโบสถ ข. วันวัสสูปนายิกา
ค. วันปาฏิบท ง. วันธรรมสวนะ
คำตอบ : ง
44. วันมหาปวารณา ตรงกับข้อใด ?
ก. วันแสดงธรรม ข. วันอุโบสถ
ค. วันเข้าพรรษา ง. วันออกพรรษา
คำตอบ : ง
45. สวดมาติกาในงานพระราชพิธี ใช้คำใด ?
ก. สดับพระธรรมเทศนา ข. สดับพระมาติกา
ค. สดับปกรณ์ ง. สดับพระอภิธรรม
คำตอบ : ค
46. ผ้าที่โยงจากโลงศพเพื่อทำพิธีทอดผ้าบังสุกุล เรียกว่าอะไร ?
ก. ภูษาโยง ข. มาลาโยง
ค. ภูษามาลา ง. สายโยง
คำตอบ : ก
47. ทักษิณานุประทาน หมายถึงอะไร ?
ก. การทำบุญสะเดาะเคราะห์ ข. การทำบุญขึ้นบ้านใหม่
ค. การทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ง. การทำบุญเสริมอายุมงคล
คำตอบ : ค
48. หลังรับศีลแล้ว ก่อนพระจะเทศน์ ต้องอาราธนาว่า...
ก. มยํ ภนฺเต วิสุ วิสุ... ข. อิมานิ มยํ ภนฺเต...
ค. วิปตฺติปฏิพาหาย... ง. พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี...
คำตอบ : ง
49. ข้อใด เป็นอานุภาพของพระปริตร ?
ก. ให้รวยเงินทอง ข. ให้มีอายุยืน
ค. ขจัดทุกข์ ภัย โรค ง. เจริญด้วยยศศักดิ์
คำตอบ : ค
50. ข้อใด ไม่มีในศีล ๘ ?
ก. ปาณาติปาตา เวรมณี ข. อทินฺนาทานา เวรมณี
ค. กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี ง. มุสาวาทา เวรมณี
คำตอบ : ค

เฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ ธรรมศึกษาชั้นโท
1. ข 11. ข 21. ค 31. ง 41. ก
2. ค 12. ข 22. ข 32. ง 42. ก
3. ง 13. ก 23. ค 33. ค 43. ง
4. ค 14. ค 24. ข 34. ง 44. ง
5. ค 15. ข 25. ง 35. ข 45. ค
6. ข 16. ข 26. ค 36. ง 46. ก
7. ก 17. ข 27. ก 37. ก 47. ค
8. ข 18. ค 28. ข 38. ข 48. ง
9. ข 19. ข 29. ข 39. ก 49. ค
10. ค 20. ก 30. ก 40. ค 50. ค

ธรรมศึกษา

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ออกพรรษา [ประวัติการรับผ้า, และอานิสงส์กฐิน]

ความหมายของคำว่า "กฐิน"
เป็นภาษาพระวินัย เป็นชื่อเรียกผ้าพิเศษที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือนแล้วรับมานุ่งห่มได้
กฐิน แปลตามศัพท์ว่า ไม้สะดึง คือกรอบไม้หรือไม้แบบสำหรับขึงผ้าที่จะเย็บเป็นจีวร ผ้าที่เย็บสำเร็จจากกฐินหรือไม้สะดึงแบบนี้เรียกว่า ผ้ากฐิน

กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้
ระยะเวลานั้นมีเพียง ๑ เดือน คือตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ (วันเพ็ญเดือน ๑๒) ระยะเวลานี้เรียกว่า กฐินกาล คือระยะเวลา ทอดกฐิน หรือ เทศกาลทอดกฐิน มีคำที่เกี่ยวกับ "กฐิน" หลายคำ เช่น องค์กฐิน เครื่องกฐิน บริวารกฐิน
ความเป็นมาของกฐิน
ภิกษุชาวเมืองปาไฐยรัฐ ๓๐ รูป เดินทางมาเฝ้าพระศาสดา แต่ไม่ทันวันเข้าพรรษา จึงจำพรรษา ณ เมืองสาเกตุในระหว่างทาง พอออกพรรษาฝนยังตกชุกอยู่ ภิกษุเหล่านั้นเดินทางมาเข้าเฝ้าพระศาสดาด้วยความลำบากพระศาสดาตรัสถามถึงความเป็นอยู่และการเดินทาง จากนั้นทรงอนุญาตให้มีการถวายผ้ากฐินแก่ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาครบถ้วนไตรมาส และ ภิกษุผู้ได้กรานกฐินได้อานิสงส์ ๕ ประการคือ
๑. เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา
๒. ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ
๓. ฉันคณะโภชน์ได้ (ฉันอาหารรวมกันเป็นหมวดหมู่)
๔. ทรงอดิเรกจีวรได้ตามปรารถนา
๕. จีวรอันเกิดขึ้น ณ ที่นั้นจักได้แก่พวกเธอ
ความพิเศษแตกต่างจากทานอย่างอื่น
๑. จำกัดประเภททาน คือ ต้องถวายเป็นสังฆทานเท่านั้น จะถวายเฉพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอย่างอื่นไม่ได้
๒. จำกัดเวลา คือ ต้องถวายภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่วันออกพรรษาเป็นต้นไป
๓. จำกัดงาน คือ พระภิกษุที่กรานกฐินต้องตัด เย็บ ย้อม และครองให้เสร็จภายในวันที่กรานกฐิน
๔. จำกัดไทยธรรม คือ ผ้าที่ถวายต้องถูกต้องตามลักษณะที่สงฆ์กำหนดไว้
๕. จำกัดผู้รับ คือ พระภิกษุผู้รับกฐิน ต้องเป็นผู้ที่จำพรรษาในวัดนั้นโดยไม่ขาดพรรษา และจำนวนไม่น้อยกว่า ๕ รูป
๖. จำกัดคราว คือ วัด ๆ หนึ่งรับกฐินได้เพียงปีละ ๑ ครั้งเท่านั้น
๗.เป็นพระบรมพุทธานุญาต ทานอย่างอื่นทายกทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต เช่น มหาอุบาสิกาวิสาขาทูลขออนุญาตผ้าอาบน้ำฝน แต่ผ้ากฐินนี้พระองค์ทรงอนุญาตเอง นับเป็นพระประสงค์โดยตรง
***********************
ธรรมศึกษา

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปัญหาและเฉลยวิชาอุโบสถศีล (วินัย) ธรรมศึกษาชั้นโท๒๕๕๐

๑. ชาวพุทธ ควรยึดถืออะไรเป็นที่พึ่งที่ระลึก ?
ก. ไตรสรณคมน์ ข. ไตรปิฎก
ค. ไตรลักษณ์ ง. ไตรสิกขา
คำตอบ : ก
๒. สรณคมน์ หมายถึงอะไร ?
ก. ขอพร ข. ขอให้คุ้มครอง
ค. บนบาน ง. ทำตามคำสอน
คำตอบ : ง
๓. ข้อใด ไม่นับเข้าในสรณะทั้ง ๓ ?
ก. พระพุทธเจ้า ข. พระธรรม
ค. พระสงฆ์ ง. พระโพธิสัตว์
คำตอบ : ง
๔. สรณคมน์ขาดเพราะสาเหตุใด ไม่มีโทษ ?
ก. ความตาย ข. ทำร้ายพระศาสดา
ค. ไปนับถือศาสดาอื่น ง. ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบ : ก
๕. ความเชื่อเช่นไร เป็นเหตุให้สรณคมน์เศร้าหมอง ?
ก. เชื่อกรรม ข. เชื่อบาปบุญ
ค. เชื่อมงคลตื่นข่าว ง. เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ
คำตอบ : ค
๖. จุดประสงค์ในการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ตรงกับข้อใด ?
ก. ทำบุญเพื่อล้างบาป ข. ทำบุญแสวงหาลาภ
ค. หาเช่าจตุคามรุ่นนิยม ง. ปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลส
คำตอบ : ง
๗. การขาดสรณคมน์ เกิดขึ้นได้แก่บุคคลใด ?
ก. บุคคลทั่วไป ข. โสดาบันบุคคล
ค. สกทาคามีบุคคล ง. อนาคามีบุคคล
คำตอบ : ก
๘. “สุปปพุทธกุฏฐิ” เป็นแบบอย่างของบุคคลผู้มั่นคงในเรื่องใด ?
ก. การถือศีล ข. การถือสันโดษ
ค. การถือสัจจะ ง. การถือสรณคมน์
คำตอบ : ง
๙. ตัดเศียรพระพุทธรูป เป็นความเศร้าหมองแห่งสรณคมน์เรื่องใด ?
ก. ความไม่รู้ ข. ความรู้ผิด
ค. ความสงสัย ง. ความไม่เอื้อเฟื้อ
คำตอบ : ง
๑๐. “นรกมีจริงหรือ” เป็นความเศร้าหมองแห่งสรณคมน์เรื่องใด ?
ก. ความไม่รู้ ข. ความรู้ผิด
ค. ความสงสัย ง. ความไม่เอื้อเฟื้อ
คำตอบ : ค
๑๑. “ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย” หมายเฉพาะใคร ?
ก. ภิกษุ ภิกษุณี ข. สามเณร สามเณรี
ค. อุบาสก อุบาสิกา ง. พุทธบริษัททั้ง ๔
คำตอบ : ค
๑๒. พาณิชสองพี่น้องเข้าถึงพระรัตนตรัยด้วยวิธีใด ?
ก. สมาทาน ข. มอบตนเป็นสาวก
ค. ถวายชีวิต ง. แสดงความเลื่อมใส
คำตอบ : ก
๑๓. ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นความหมายของข้อใด ?
ก. พระพุทธ ข. พระธรรม
ค. พระสงฆ์ ง. พระอริยะ
คำตอบ : ก
๑๔. คำว่า ธรรมรักษา ในความหมายของสรณะ ๓ ตรงกับข้อใด ?
ก. กำจัดภัย ข. ไม่ให้ตกอบาย
ค. เป็นเนื้อนาบุญ ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ : ข
๑๕. พระสงฆ์ได้นามว่า สังฆะ เพราะเหตุใด ?
ก. บวชในพระพุทธศาสนา ข. มีทิฏฐิและศีลเสมอกัน
ค. อาศัยอยู่ในวัดเดียวกัน ง. โกนผมห่มจีวรเหมือนกัน
คำตอบ : ข
๑๖. คำเปล่งวาจาว่า สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ หมายถึงอะไร ?
ก. มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ข. มีพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ค. มีพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ง. มีพระพรหมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
คำตอบ : ค
๑๗. การรักษาอุโบสถศีลในพระพุทธศาสนา มีต้นเหตุมาจากใคร ?
ก. พระเจ้าสุทโธทนะ ข. พระเจ้าพิมพิสาร
ค. พระเจ้าปเสนทิโกศล ง. พระเจ้าอชาตศัตรู
คำตอบ : ข
๑๘. คำว่า อุโบสถ แปลว่าอะไร ?
ก. การเข้าจำ ข. การจำพรรษา
ค. การปฏิบัติธรรม ง. การอดอาหาร
คำตอบ : ก
๑๙. อุโบสถเริ่มปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยใด ?
ก. ก่อนพุทธกาล ข. สมัยพุทธกาล
ค. กึ่งพุทธกาล ง. หลังพุทธกาล
คำตอบ : ก
๒๐. อุโบสถประกอบด้วยสรณะและองค์ ๘ เกิดขึ้นในสมัยใด ?
ก. ก่อนพุทธกาล ข. สมัยพุทธกาล
ค. กึ่งพุทธกาล ง. หลังพุทธกาล
คำตอบ : ค
๒๑. อุโบสถศีล บัญญัติขึ้นสำหรับใคร ?
ก. ภิกษุ ข. ภิกษุณี
ค. คนทั่วไป ง. อุบาสก อุบาสิกา
คำตอบ : ง
๒๒. อุโบสถศีลต่างจากศีล ๕ อย่างไร ?
ก. มีกำหนดเวลารักษา ข. ไม่มีกำหนดเวลารักษา
ค. เป็นพื้นฐานของมนุษย์ ง. เป็นบัญญัติชอบธรรม
คำตอบ : ก
๒๓. อาการเช่นไร เรียกว่ารักษาอุโบสถศีล ?
ก. การถือศีลกินเจ ข. การถือไม่พูดกับใคร
ค. การงดเว้นข้อห้าม ง. การงดเหล้าเข้าพรรษา
คำตอบ : ค
๒๔. การสมาทานอุโบสถศีล ข้อใดกล่าวถูกต้อง ?
ก. สมาทานในวันใดก็ได้ ข. สมาทานกับใครก็ได้
ค. สมาทานต่อหน้าพระสงฆ์ ง. สมาทานตามวันที่กำหนด
คำตอบ : ง
๒๕. สิกขาบทที่ ๓ แห่งอุโบสถศีล ว่าอย่างไร ?
ก. ปาณาติปาตา เวรมณีสิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ข. อพฺรหฺมจริยา เวรมณีสิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ค. มุสาวาทา เวรมณีสิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ง. วิกาลโภชนา เวรมณีสิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
คำตอบ : ข
๒๖. ผู้สมาทานอุโบสถศีลข้อที่ ๓ พึงงดเว้นการกระทำในเรื่องใด ?
ก. การล่วงประเวณี ข. การพูดเท็จ
ค. การดื่มสุราเมรัย ง. การกินอาหาร
คำตอบ : ก
๒๗. อุโบสถศีลข้อที่ ๔ บัญญัติขึ้นเพื่อให้ผู้รักษาเป็นคนเช่นไร ?
ก. ขยัน ข. ประหยัด
ค. ซื่อสัตย์ ง. อดทน
คำตอบ : ค
๒๘. ปลาหมอตายเพราะปาก มีความหมายตรงกับข้อใด ?
ก. พูดเท็จ ข. ดื่มน้ำเมา
ค. บริโภคอาหาร ง. ขับร้องเพลง
คำตอบ : ก
๒๙. ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบทคือเว้นจากพูดเท็จ ตรงกับศีลข้อใด ?
ก. ข้อ ๑ ข. ข้อ ๒
ค. ข้อ ๓ ง. ข้อ ๔
คำตอบ : ง
๓๐. สมาทานอุโบสถศีล แต่บริโภคอาหารค่ำ ชื่อว่าละเมิดศีลข้อใด ?
ก. ข้อ ๓ ข. ข้อ ๔
ค. ข้อ ๕ ง. ข้อ ๖
คำตอบ : ง
๓๑. คำว่า “วิกาล” ในอุโบสถศีล กำหนดไว้อย่างไร ?
ก. เช้าถึงเที่ยง ข. เช้าถึงบ่าย
ค. เช้าถึงเย็น ง. เที่ยงถึงอรุณขึ้น
คำตอบ : ง
๓๒. ประโยชน์ของการรักษาอุโบสถศีลข้อที่ ๖ ตรงกับข้อใด ?
ก. เพื่อทรมานกิเลส ข. เพื่อทรมานสังขาร
ค. เพื่อตัดความกังวล ง. เพื่อความประหยัด
คำตอบ : ค
๓๓. เพลงเช่นไร ไม่ถือว่าเป็นข้าศึกแก่การรักษาอุโบสถศีล ?
ก. เพลงลูกทุ่ง ข. เพลงเพื่อชีวิต
ค. เพลงธรรมะ ง. เพลงละครทีวี
คำตอบ : ค
๓๔. การเว้นจากการลูบไล้ทาเครื่องย้อมเครื่องประดับตกแต่งร่างกายชื่อว่ารักษาอุโบสถศีลข้อใด ?
ก. ข้อ ๕ ข. ข้อ ๖
ค. ข้อ ๗ ง. ข้อ ๘
คำตอบ : ค
๓๕. ที่นั่งที่นอนเช่นไร อนุโลมแก่ผู้รักษาอุโบสถศีล ?
ก. ที่นั่งที่นอนสูง ข. ที่นั่งที่นอนใหญ่
ค. ที่นั่งที่นอนยัดนุ่น ง. ที่นั่งที่นอนยัดขนแกะ
คำตอบ : ง
๓๖. ข้อใด ไม่นับเข้าในอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ?
ก. ไม่ลักของผู้อื่น ข. ไม่พูดเท็จ
ค. ไม่ดูการละเล่น ง. ไม่จับเงินทอง
คำตอบ : ง
๓๗. อุโบสถศีลที่รักษาเฉพาะวันหนึ่งคืนหนึ่ง ตรงกับข้อใด ?
ก. ปกติอุโบสถ ข. ปฏิชาครอุโบสถ
ค. ปาฏิหาริยอุโบสถ ง. โคปาลกอุโบสถ
คำตอบ : ก
๓๘. การถือศีลอุโบสถ ปล่อยวันคืนให้ผ่านพ้นไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ทำความดี อะไรเลย จัดเป็นอุโบสถประเภทใด ?
ก. ปกติอุโบสถ ข. ปฏิชาครอุโบสถ
ค. ปาฏิหาริยอุโบสถ ง. โคปาลกอุโบสถ
คำตอบ : ง
๓๙. การรักษาอุโบสถประเภทใด เทียบเคียงได้กับการจำพรรษาของพระภิกษุ ในช่วงฤดูฝน ?
ก. ปกติอุโบสถ ข. ปฏิชาครอุโบสถ
ค. อริยอุโบสถ ง. ปาฏิหาริยอุโบสถ
คำตอบ : ง
๔๐. วันรับ วันรักษา วันส่ง มีความเกี่ยวข้องกับอุโบสถประเภทใด ?
ก. ปกติอุโบสถ ข. ปฏิชาครอุโบสถ
ค. ปาฏิหาริยอุโบสถ ง. โคปาลกอุโบสถ
คำตอบ : ข
๔๑. อุโบสถของนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ตรงกับข้อใด ?
ก. ปฏิชาครอุโบสถ ข. ปาฏิหาริยอุโบสถ
ค. นิคคัณฐอุโบสถ ง. โคปาลกอุโบสถ
คำตอบ : ค
๔๒. ผู้สมาทานรักษาอุโบสถศีล พึงปฏิบัติตนอย่างไร ?
ก. บริจาคทาน ข. รักษาศีล
ค. เจริญภาวนา ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ : ง
๔๓. การสมาทานอุโบสถศีล กำหนดให้สมาทานที่ไหน ?
ก. ที่วัด ข. ที่บ้าน
ค. ที่โรงพยาบาล ง. ที่ไหนก็ได้
คำตอบ : ง
๔๔. อัฏฐมีดิถี ในคำประกาศอุโบสถศีล หมายถึงวันใด ?
ก. วัน ๗ ค่ำ ข. วัน ๘ ค่ำ
ค. วัน ๑๔ ค่ำ ง. วัน ๑๕ ค่ำ
คำตอบ : ข
๔๕. การรักษาอุโบสถศีล ชื่อว่าปฏิบัติตามหลักธรรมหมวดใด ?
ก. บุญกิริยาวัตถุ ข. สังคหวัตถุ
ค. พรหมวิหาร ง. สติปัฏฐาน
คำตอบ : ก
๔๖. การรักษาอุโบสถศีล จะสิ้นสุดลงในเวลาใด ?
ก. เมื่อเลิกรักษา ข. เมื่อพ้นกำหนด
ค. เมื่อเจ็บป่วย ง. เมื่อมีญาติตาย
คำตอบ : ข
๔๗. การรักษาอุโบสถศีล จัดอยู่ในศาสนพิธีประเภทใด ?
ก. กุศลพิธี ข. บุญพิธี
ค. ทานพิธี ง. ปกิณกะ
คำตอบ : ก
๔๘. ข้อใด ไม่เกี่ยวข้องกับระเบียบพิธีในการรักษาอุโบสถศีล ?
ก. ประกาศองค์อุโบสถ ข. อาราธนาศีล
ค. อาราธนาธรรม ง. สมาทานศีล
คำตอบ : ค
๔๙. การรักษาอุโบสถศีล จัดเข้าในไตรสิกขาข้อใด ?
ก. ศีล ข. สมาธิ
ค. ปัญญา ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ : ก
๕๐. อุโบสถศีลที่รักษาดีแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์สูงสุดในข้อใด ?
ก. โภคสมบัติ ข. มนุษยสมบัติ
ค. สวรรคสมบัติ ง. นิพพานสมบัติ
คำตอบ : ง
เฉลยโดยแม่กองธรรม
ธรรมศึกษา

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ ธรรมศึกษาชั้นโท๒๕๕๐

๑. ประวัติของผู้บวชตาม ปฏิบัติตาม รู้ตาม หมายถึงข้อใด ?
ก. พุทธประวัติ ข. อนุพุทธประวัติ
ค. พุทธานุพุทธประวัติ ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ : ข
๒. พระธรรมเทศนาใด โกณฑัญญะฟังแล้วได้ดวงตาเห็นธรรม ?
ก. อนุปุพพีกถา ข. ธัมมจักกัปวัตตนสูตร
ค. อนัตตลักขณสูตร ง. อาทิตตปริยายสูตร
คำตอบ : ข
๓. พระมหาบุรุษทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา เพราะเหตุใด ?
ก. ปัญจวัคคีย์ขอให้เลิก ข. ปัญจวัคคีย์หนีไป
ค. รู้ว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้ ง. บรรลุธรรมแล้ว
คำตอบ : ค
๔. ปัญจวัคคีย์ อยู่เฝ้าอุปัฏฐากพระมหาบุรุษกี่ปี ?
ก. ๒ ปี ข. ๓ ปี
ค. ๕ ปี ง. ๖ ปี
คำตอบ : ง
๕. ใครออกบวชพร้อมกับโกณฑัญญะ ?
ก. กิมพิละ ข. ภคุ
ค. อัสสชิ ง. ควัมปติ
คำตอบ : ค
๖. ข้อใด ไม่ได้เกิดขึ้นที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ?
ก. ปฐมพรรษา ข. ปฐมเทศนา
ค. ปฐมสาวิกา ง. ปฐมสาวก
คำตอบ : ค
๗. พระสงฆ์เกิดขึ้นในโลกครั้งแรก ตรงกับวันอะไร ?
ก. วันมาฆบูชา ข. วันวิสาขบูชา
ค. วันอัฏฐมีบูชา ง. วันอาสาฬหบูชา
คำตอบ : ง
๘. พระยสะ ออกบวชเพราะเหตุใด ?
ก. เกิดศรัทธา ข. ถูกบังคับ
ค. เพื่อนชวน ง. เกิดความเบื่อหน่าย
คำตอบ : ง
๙. ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง... เป็นคำพูดของใคร ?
ก. พระพุทธเจ้า ข. พระยสะ
ค. พระสารีบุตร ง. พระอานนท์
คำตอบ : ก
๑๐. ข้อใด กล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับพระยสะ ?
ก. สหาย ๕๔ บวชตาม ข. ขอบวชต่อบิดามารดา
ค. บิดาเป็นอุบาสกคนแรก ง. ได้ฟังอนุปุพพีกถา
คำตอบ : ข
๑๑. พระอุรุเวลกัสสปะ เป็นชาวเมืองไหน ?
ก. ราชคฤห์ ข. สาวัตถี
ค. นาลันทา ง. คยาสีสะ
คำตอบ : ง
๑๒. พระอุรุเวลกัสสปะขอบวชในพระพุทธศาสนา เพราะเหตุใด ?
ก. ได้เห็นอภินิหาร ข. ถูกทรมานด้วยฤทธิ์
ค. ถูกขอร้องให้บวช ง. ลัทธิตนไม่มีแก่นสาร
คำตอบ : ง
๑๓. ข้อใด ไม่ใช่คุณสมบัติพื้นฐานของชฎิล ๓ พี่น้อง ?
ก. มีชีวิตคู่มาก่อน ข. เป็นนักบวชชฎิลมาก่อน
ค. จบไตรเพทมาก่อน ง. เป็นหัวหน้าชฎิลมาก่อน
คำตอบ : ก
๑๔. ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นปัญหาอย่างหนัก ส่วนสภาวธรรมที่เป็นของร้อน
ปรากฏในพระสูตรไหน ?
ก. เวทนาปริคคหสูตร ข. อาทิตตปริยายสูตร
ค. อนัตตลักขณสูตร ง. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
คำตอบ : ข
๑๕. ใครเป็นทั้งมิตรแท้ เป็นทั้งอาจารย์ของโกลิตะ ?
ก พระอัสสชิ ข. อุปติสสะ
ค. พาวรี ง. สัญชัย
คำตอบ : ข
๑๖. สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ชอบใจหมด ใครพูด ?
ก. อุปติสสปริพาชก ข. โกลิตปริพาชก
ค. สุภัททปริพาชก ง. ทีฆนขปริพาชก
คำตอบ : ง
๑๗. อุปติสสะกับพระสารีบุตร เกี่ยวข้องกันอย่างไร ?
ก. อุปติสสะเป็นพี่ ข. พระสารีบุตรเป็นพี่
ค. เป็นคนเดียวกัน ง. เป็นเพื่อนกัน
คำตอบ : ค
๑๘. หลังจากบวชได้ ๗ วัน เกิดอะไรขึ้นแก่พระโมคคัลลานะ ?
ก. คิดถึงบ้านเกิด ข. ใจท้อแท้หดหู่
ค. เกิดความเบื่อหน่าย ง. อ่อนใจโงกง่วง
คำตอบ : ง
๑๙. ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นพระธรรมราชา คือใคร ?
ก. พระพุทธเจ้า ข. พระสารีบุตร
ค. พระอานนท์ ง. พระมหากัสสปะ
คำตอบ : ก
๒๐. พระสาวกรูปใด ชอบอยู่ป่าปฏิบัติกัมมัฏฐาน ?
ก. พระอุรุเวลกัสสปะ ข. พระโมคคัลลานะ
ค. พระมหากัสสปะ ง. พระกุมารกัสสปะ
คำตอบ : ค
๒๑. พระมหาเถระผู้คิดริเริ่มในการทำสังคายนาครั้งแรก คือใคร ?
ก. พระอุรุเวลกัสสปะ ข. พระมหากัสสปะ
ค. พระอานนท์ ง. พระอุบาลี
คำตอบ : ข
๒๒. พระสาวกรูปใด ไม่ได้ออกบวชพร้อมกับพระอานนท์ ?
ก. พระอนุรุทธะ ข. พระภัททิยะ
ค. พระอุบาลี ง. พระสารีบุตร
คำตอบ : ง
๒๓. พระมหากัจจายนะ ก่อนบวชมีตำแหน่งอะไร ?
ก. ปุโรหิต ข. ทหารองครักษ์
ค. อำมาตย์ ง. เจ้าลัทธิ
คำตอบ : ก
๒๔. พระสาวกรูปใด สามารถยังสกุลที่ไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสได้ ?
ก. พระโมคคัลลานะ ข. พระสารีบุตร
ค. พระอุบาลี ง. พระกาฬุทายี
คำตอบ : ง
๒๕. พระพุทธเจ้า ทรงรับประกันเพื่อให้ได้นางอัปสรแก่ใคร ?
ก. พระภัททิยะ ข. พระนันทะ
ค. พระอานนท์ ง. พระเทวทัต
คำตอบ : ข
๒๖. พระสาวกรูปใด ตอนเกิดบิดาพูดว่า บ่วงเกิดแล้ว ?
ก. พระอานนท์ ข. พระอุบาลี
ค. พระราหุล ง. พระอัสสชิ
คำตอบ : ค
๒๗. พระสาวกรูปใด เคยปรารถนาว่า ขออย่าได้ยินคำว่าไม่มี ?
ก. พระภัททิยะ ข. พระมหานามะ
ค. พระอนุรุทธะ ง. พระกิมพิละ
คำตอบ : ค
๒๘. พระสาวกรูปใด บรรลุพระอรหันต์ขณะปลงผมเสร็จ ?
ก. พระสีวลี ข. พระเรวตะ
ค. พระสุภูติ ง. พระวังคีสะ
คำตอบ : ก
๒๙. พระสาวกรูปใด มารดาบิดาจำใจยอมให้บวช ?
ก. พระราธะ ข. พระอนุรุทธะ
ค. พระรัฐบาล ง. พระสาคตะ
คำตอบ : ค
๓๐. พระสาวกรูปใด ถูกพระศาสดาทรงตำหนิว่า โมฆบุรุษผู้มักมาก ?
ก. พระสุภูติ ข. พระจุนทะ
ค. พระเรวตะ ง. พระอุปเสนะ
คำตอบ : ง
๓๑. มีปัญญา แม้ไม่มีทรัพย์ ยังพออยู่ได้ แต่ขาดปัญญา
แม้มีทรัพย์ก็อยู่ไม่ได้ ... เป็นธรรมวาทะของใคร ?
ก. พระโสภิตะ ข. พระสาคตะ
ค. พระมหากัปปินะ ง. พระพากุละ
คำตอบ : ค
๓๒. พระสาวกรูปใด ขณะเป็นพระราชา มีม้าไว้สืบข่าวการอุบัติขึ้น
ของพระพุทธเจ้า ?
ก. พระมหากัปปินะ ข. พระรัฐบาล
ค. พระภัททิยะ ง. พระโสณกุฏิกัณณะ
คำตอบ : ก
๓๓. พระสาวกรูปใด ก่อนบวชมักพูดหักล้างคนอื่น จนใคร ๆ
ไม่อยากคบหาสมาคมด้วย ?
ก. พระโสณกุฏิกัณณะ ข. พระกุมารกัสสปะ
ค. พระปุณณชิ ง. พระมหาโกฏฐิตะ
คำตอบ : ง
๓๔. ใครทำหน้าที่วินิจฉัยอธิกรณ์ กรณีมารดาของกุมารกัสสปะ ?
ก. พระมหากัสสปะ ข. พระอานนท์
ค. พระสารีบุตร ง. พระอุบาลี
คำตอบ : ง
๓๕. พระสาวกรูปใด ก่อนบวชถูกล้อเลียนว่า เด็กไม่มีแม่ ?
ก. พระรัฐบาล ข. พระราธะ
ค. พระกุมารกัสสปะ ง. พระโกณฑธาน
คำตอบ : ค
๓๖. พระสาวกรูปใด ก่อนบวชมีความเชี่ยวชาญด้านดนตรี ?
ก. พระโสณโกฬิวิสะ ข. พระปิลินทวัจฉะ
ค. พระปุณณชิ ง. พระมหาโกฏฐิตะ
คำตอบ : ก
๓๗. พระสาวกรูปใด ชำนาญในมนต์เคาะกะโหลกศีรษะมนุษย์ ?
ก. พระพาหิยะ ข. พระสุภูติ
ค. พระสาคตะ ง. พระวังคีสะ
คำตอบ : ง
๓๘. พระสาวกรูปใด เป็นต้นบัญญัติในการห้ามดื่มสุรา ?
ก. พระสาคตะ ข. พระพากุละ
ค. พระสุภูติ ง. พระโสภิตะ
คำตอบ : ก
๓๙. พระสาวกรูปใด ได้ชื่อว่าปัจฉิมภวิกสัตว์ ผู้เกิดเป็นภพสุดท้าย ?
ก. พระสิวลี ข. พระพากุละ
ค. พระสุภูติ ง. พระราธะ
คำตอบ : ข
๔๐. พระพากุละไม่มีโรคภัยเบียดเบียน เพราะสาเหตุใด ?
ก. สร้างเจดีย์ถวาย ข. สร้างห้องสุขาถวาย
ค. ถวายยาเป็นทาน ง. ข้อ ข. และ ค. ถูก
คำตอบ : ง
ศาสนพิธี
๔๑. ระเบียบแบบแผนที่ผู้นับถือศาสนาพึงปฏิบัติ เรียกว่าอะไร ?
ก. ศาสนพิธี ข. บุญพิธี
ค. ทานพิธี ง. กุศลพิธี
คำตอบ : ก
๔๒. ข้อใด จัดเป็นงานอวมงคล ?
ก. ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ข. ทำบุญอุทิศผู้ตาย
ค. ทำบุญทอดกฐิน ง. ทำบุญฉลองเมรุ
คำตอบ : ข
๔๓. วันพระ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวันอะไร ?
ก. วันอุโบสถ ข. วันวัสสูปนายิกา
ค. วันธรรมสวนะ ง. วันปาฏิบท
คำตอบ : ค
๔๔. ผ้าที่โยงจากศพ เพื่อทำพิธีทอดผ้าบังสุกุล เรียกว่าอะไร ?
ก. ผ้าภูษามาลา ข. ผ้าภูษาโยง
ค. ผ้าบังสุกุล ง. ผ้าปูลาด
คำตอบ : ข
๔๕. วันเข้าพรรษา ตรงกับข้อใด ?
ก. ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ ข. ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
ค. แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ง. แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๙
คำตอบ : ค
๔๖. วันมหาปวารณา ตรงกับข้อใด ?
ก. วันแสดงธรรม ข. วันอุโบสถ
ค. วันเข้าพรรษา ง. วันออกพรรษา
คำตอบ : ง
๔๗. ข้อใด ไม่ใช่อยู่ในบทพุทธานุสสติ ?
ก. สมฺมาสมฺพุทฺโธ ข. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน
ค. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ง. สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก
๔๘. การถวายผ้าอาบน้ำฝน นิยมถวายในวันใด ?
ก. วันมาฆบูชา ข. วันวิสาขบูชา
ค. วันอัฏฐมีบูชา ง. วันอาสาฬหบูชา
คำตอบ : ง
๔๙. อุโบสถศีลข้อสุดท้าย ว่าด้วยการเว้นเรื่องใด ?
ก. บริโภคในเวลาวิกาล ข. ฟ้อนรำขับร้อง
ค. ทัดทรงดอกไม้ ง. ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่
คำตอบ : ง
๕๐. การทอดกฐิน สิ้นสุดในวันใด ?
ก. วันลอยกระทง ข. วันสงกรานต์
ค. วันเข้าพรรษา ง. วันออกพรรษา
คำตอบ : ก

เฉลยโดยแม่กองธรรม
ธรรมศึกษา

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม ธรรมศึกษาชั้นโท๒๕๕๐

๑. สมถกัมมัฏฐาน ตรงกับข้อใด ?
ก. อุบายสงบกาย ข. อุบายสงบวาจา
ค. อุบายสงบใจ ง. อุบายเรืองปัญญา
คำตอบ : ค
๒. กัมมัฏฐานข้อใด อบรมให้เกิดปัญญา ?
ก. สมถกัมมัฏฐาน ข. วิปัสสนากัมมัฏฐาน
ค. อสุภกัมมัฏฐาน ง. อนุสสติกัมมัฏฐาน
คำตอบ : ข
๓. ผู้หมั่นเจริญกัมมัฏฐาน ย่อมได้รับประโยชน์โดยตรงด้านใด ?
ก. จิตใจสงบ ข. มีสุขภาพดี
ค. ความจำดี ง. ขยันทำงาน
คำตอบ : ก
๔. สิ่งอันเป็นเหตุให้ใคร่ เรียกว่าอะไร ?
ก. วัตถุกาม ข. กิเลสกาม
ค. กามคุณ ง. กามฉันทะ
คำตอบ : ข
๕. ข้อใด ไม่จัดเป็นวัตถุกาม ?
ก. เกมส์ ข. ล๊อตเตอรี่
ค. เพลง ง. ความรัก
คำตอบ : ง
๖. ข้อใด จัดเป็นปฏิบัติบูชา ?
ก. ตักบาตรพระ ข. ถวายทาน
ค. ถวายพวงมาลัย ง. รักษาศีล
คำตอบ : ง
๗. ข้อใด จัดเป็นธัมมปฏิสันถาร ?
ก. ต้อนรับตามฐานะ ข. นำน้ำดื่มมาให้
ค. ให้หนังสือธรรมะ ง. ถามถึงธุระที่มา
คำตอบ : ก
๘. ข้อใด เป็นเหตุให้เกิดเจตสิกสุข สุขทางใจ ?
ก. รู้จักพอเพียง ข. มีการงานดี
ค. มีทรัพย์มาก ง. มีตำแหน่งสูง
คำตอบ : ก
๙. ผู้ถูกวิหิงสาวิตกครอบงำ มักมีพฤติกรรมเช่นไร ?
ก. ฝักใฝ่ในกาม ข. ปองร้ายผู้อื่น
ค. โลภอยากได้ ง. ทรมานสัตว์
คำตอบ : ง
๑๐. เมื่อถูกวิหิงสาวิตกครอบงำ จะบรรเทาได้อย่างไร ?
ก. เจริญเมตตา ข. เจริญกรุณา
ค. เจริญมุทิตา ง. เจริญอุเบกขา
คำตอบ : ข
๑๑. ไฟในข้อใด ทำให้คนหลงผิดเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ?
ก. ไฟคือราคะ ข. ไฟคือโทสะ
ค. ไฟคือโมหะ ง. ไฟคือตัณหา
คำตอบ : ค
๑๒. ประชาธิปไตยจะสมบูรณ์ ต้องมีอะไรเป็นพื้นฐาน ?
ก. อัตตาธิปเตยยะ ข. โลกาธิปเตยยะ
ค. ธัมมาธิปเตยยะ ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ : ค
๑๓. การปกครองระบอบประชาธิปไตย สงเคราะห์เข้าในข้อใด ?
ก. อัตตาธิปเตยยะ ข. โลกาธิปเตยยะ
ค. ธัมมาธิปเตยยะ ง. อนาธิปเตยยะ
คำตอบ : ข
๑๔. ข้อใดเป็นความหมายของคำว่า ญาณ ?
ก. สมาธิชั้นสูง ข. ปัญญาหยั่งรู้
ค. มีอิทธิฤทธิ์ ง. การเข้าฌาน
คำตอบ : ข
๑๕. ข้อใด ไม่จัดเป็นตัณหา ?
ก. อยากมีบ้านใหม่ ข. อยากให้คนนับถือ
ค. อยากอยู่คนเดียว ง. อยากรักษาโรคร้าย
คำตอบ : ง
๑๖. ข้อใด เป็นโทษของตัณหา ?
ก. ให้เกิดทุกข์ ข. ให้มัวเมา
ค. ให้ยึดมั่นถือมั่น ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ : ง
๑๗. ผู้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ซึ่งมาในรูปแบบต่างๆ เพราะ… ?
ก. เกิดความโลภ ข. ขาดปัญญา
ค. ข่มใจไว้ไม่ได้ ง. เชื่อคนง่าย
คำตอบ : ก
๑๘. ปาฏิหาริย์อะไร ทำให้คนละชั่วประพฤติดีได้ ?
ก. อาเทสนาปาฏิหาริย์ ข. อิทธิปาฏิหาริย์
ค. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ง. ยมกปาฏิหาริย์
คำตอบ : ค
๑๙. พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยเรื่องอะไร ?
ก. แสดงระเบียบปฏิบัติ ข. แสดงบุคคลาธิษฐาน
ค. แสดงธรรมาธิษฐาน ง. แสดงอิทธิปาฏิหารย์
คำตอบ : ง
๒๐. พระพุทธเจ้าแสดงธรรมประกาศพระศาสนา จัดเป็นจริยาใด ?
ก. อัตตัตถจริยา ข. โลกัตถจริยา
ค. ญาตัตถจริยา ง. พุทธัตถจริยา
คำตอบ : ง
๒๑. ข้อใด ไม่ใช่โลกัตถจริยา ?
ก. ตรวจดูสัตว์โลก ข. โปรดเวไนยสัตว์
ค. ตอบปัญหาเทวดา ง. โปรดพุทธบิดา
คำตอบ : ง
๒๒. ค้ายาบ้าแล้วถูกจับติดคุก สงเคราะห์เข้าในวัฏฏะข้อใด ?
ก. กิเลสวัฏฏ์ ข. กัมมวัฏฏ์
ค. วิปากวัฏฏ์ ง. สังสารวัฏฏ์
คำตอบ : ค
๒๓. เพราะเหตุใด มนุษย์จึงต้องเวียนว่ายตายเกิด ?
ก. ทำกรรมชั่ว ข. มีโลกนี้โลกหน้า
ค. รับผลกรรม ง. มีกิเลสกรรมวิบาก
คำตอบ : ง
๒๔. คำว่า สิกขา มีความหมายว่าอย่างไร ?
ก. เรียนหนังสือ ข. ฝึกหัดกายวาจาใจ
ค. รักษาความดี ง. เจริญสมาธิภาวนา
คำตอบ : ข
๒๕. สาระสำคัญของการศึกษาไตรสิกขา คืออะไร ?
ก. เป็นมนุษย์สมบูรณ์ ข. โลกสงบร่มเย็น
ค. โลกเจริญก้าวหน้า ง. ทำให้โลกพัฒนา
คำตอบ : ก
๒๖. การบำเพ็ญสมถกัมมัฏฐาน ตรงกับสิกขาข้อใด ?
ก. อธิสีลสิกขา ข. อธิจิตตสิกขา
ค. อธิปัญญาสิกขา ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ : ข
๒๗. ในอปัสเสนธรรม ข้อพิจารณาแล้วบรรเทา ตรงกับข้อใด ?
ก. งดเหล้าเข้าพรรษา ข. งดอบายมุข
ค. งดจองเวรต่อกัน ง. งดสูบบุหรี่
คำตอบ : ค
๒๘. ยาบ้าและสิ่งเสพติด พิจารณาแล้ว ควรทำอย่างไร ?
ก. เสพ ข. อดกลั้น
ค. เว้น ง. บรรเทา
คำตอบ : ค
๒๙. ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข จัดเป็นอัปปมัญญาข้อใด ?
ก. เมตตา ข. กรุณา
ค. มุทิตา ง. อุเบกขา
คำตอบ : ก
๓๐. มีจิตริษยาเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี ชื่อว่าไม่มีอัปปมัญญาข้อใด ?
ก. เมตตา ข. กรุณา
ค. มุทิตา ง. อุเบกขา
คำตอบ : ค
๓๑. อัปปมัญญาข้อใด เป็นคุณให้เกิดความเที่ยงธรรม ?
ก. เมตตา ข. กรุณา
ค. มุทิตา ง. อุเบกขา
คำตอบ : ง
๓๒. ข้อใด กล่าวการเกิดในภพใหม่ของพระโสดาบันไม่ถูกต้อง ?
ก. ไม่เกิดในอบายภูมิ ข. เกิดไม่เกินเจ็ดชาติ
ค. เกิดใหม่เป็นโสดาบัน ง. เกิดใหม่เป็นปุถุชน
คำตอบ : ง
๓๓. ทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง เป็นคุณสมบัติของใคร ?
ก. พระโสดาบัน ข. พระอนาคามี
ค. พระสกทาคามี ง. พระอรหันต์
คำตอบ : ค
๓๔. โสดาบัน แปลว่าอะไร ?
ก. ผู้ไกลจากกิเลส ข. ผู้ประเสริฐสูงสุด
ค. ผู้ไม่มาโลกนี้อีก ง. ผู้ถึงกระแสนิพพาน
คำตอบ : ง
๓๕. กิเลสในข้อใด พระอนาคามีละได้เด็ดขาด ?
ก. กามราคะ ข. รูปราคะ
ค. อรูปราคะ ง. มานะ
คำตอบ : ก
๓๖. กิเลสที่เป็นดุจกระแสน้ำท่วมใจสัตว์ เรียกว่าอะไร ?
ก.โยคะ ข. โอฆะ
ค. อาสวะ ง. มานะ
คำตอบ : ข
๓๗. อริยสัจในข้อใด จัดว่าเป็น เหตุ ?
ก. ทุกข์ สมุทัย ข. สมุทัย นิโรธ
ค. สมุทัย มรรค ง. มรรค นิโรธ
คำตอบ : ค
๓๘. บุคคลที่พอแนะนำให้ตรัสรู้ตามได้ ตรงกับข้อใด ?
ก. อุคฆติตัญญู ข. วิปจิตัญญู
ค. เนยยะ ง. ปทปรมะ
คำตอบ : ค
๓๙. อนุปุพพีกถาข้อใด ฟอกจิตไม่ให้เป็นคนโหดร้าย ?
ก. ทานกถา ข. สีลกถา
ค. สัคคกถา ง. กามาทีนวกถา
คำตอบ : ข
๔๐. บูชาพระคุณ ค้ำจุนพระศาสนา พาสู่ความสงบ จบแค่นิพพาน หมายถึงอนุปุพพีกถาข้อใด ?
ก. ทานกถา ข. สีลกถา
ค. สัคคกถา ง. เนกขัมมานิสังสกถา
คำตอบ : ง
๔๑. กลัวคนอื่นจะดีกว่า จัดเป็นมัจฉริยะใด ?
ก. กุลมัจฉริยะ ข. ลาภมัจฉริยะ
ค. วัณณมัจฉริยะ ง. ธัมมมัจฉริยะ
คำตอบ : ค
๔๒. เหตุใด ความตายจึงชื่อว่า มัจจุมาร ?
ก. เพราะเป็นเหตุตัดกิเลส ข. เพราะเป็นเหตุตัดทุกข์
ค. เพราะเป็นเหตุตัดชีวิต ง. เพราะเป็นเหตุตัดความดี
คำตอบ : ค
๔๓. เวทนา มีความหมายตรงกับข้อใด ?
ก. ความเจ็บปวด ข. ความรู้สึก
ค. ความเห็นใจ ง. ความสงสาร
คำตอบ : ข
๔๔. เมตตา เป็นสัปปายะแก่คนมีจริตอะไร ?
ก. ราคจริต ข. โทสจริต
ค. โมหจริต ง. วิตกจริต
คำตอบ : ข
๔๕. คนคิดฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับ ควรแก้ด้วยวิธีใด ?
ก. เจริญอานาปานสติ ข. เจริญมรณสติ
ค. เจริญเทวตานุสสติ ง. เจริญกายคตาสติ
คำตอบ : ก
๔๖. พระธรรมคุณข้อว่า สนฺทิฏฺฐิโก ตรงกับข้อใด ?
ก. ผู้บรรลุพึงเห็นเอง ข. ชนพึงรู้เฉพาะตน
ค. ควรเรียกให้มาดู ง. พึงน้อมเข้ามาในตน
คำตอบ : ก
๔๗. ความรู้คู่คุณธรรม ตรงกับพระพุทธคุณข้อใด ?
ก. สมฺมาสมฺพุทฺโธ ข. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน
ค. สุคโต โลกวิทู ง. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ
คำตอบ : ข
๔๘. พระสงฆ์ได้ชื่อว่า อุชุปฏิปนฺโน เพราะปฏิบัติตนเช่นไร ?
ก. ปฏิบัติดีแล้ว ข. ปฏิบัติไม่ลวงโลก
ค. ปฏิบัติชอบ ง. ปฏิบัติสมควร
คำตอบ : ข
๔๙. โครงการทุนเล่าเรียนหลวง ที่พระราชทานแก่คณะสงฆ์ไทย
จัดเป็นบารมีใด ?
ก. ทานบารมี ข. ปัญญาบารมี
ค. อธิษฐานบารมี ง. เมตตาบารมี
คำตอบ : ก
๕๐. ยามบุญมาวาสนาช่วย ที่ป่วยก็หาย ที่หน่ายก็รัก ตรงกับข้อใด ?
ก. กุศลชนกกรรม ข. กุศลอุปัตถัมภกกรรม
ค. กุศลอาสันนกรรม ง. กุศลอาจิณณกรรม
คำตอบ : ข

เฉลยโดยแม่กองธรรม
ธรรมศึกษา