วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

พุทธศาสนสุภาษิตสำหรับท่องจำ (ควรฝึกเขียนให้ถูกต้องด้วย)

หมวด ตน
อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ.
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน. ที่มาของสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภิ.
ผู้มีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่ง ซึ่งได้โดยยาก. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

หมวด ความไม่ประมาท
อปฺปมาโท อมตํ ปทํ.
ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ.
บัณฑิตย่อมสรรเสริญ ความไม่ประมาท. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

หมวด กรรม
กมฺมุนา วตฺตติ โลโก.
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ.
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

หมวด กิเลส
โลโภ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ.
ความโลภเป้นอันตราย แห่งธรรมทั้งหลาย. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย สคาถวรรค

อิจฺฉา นรํ ปริกปนฺโถ.
ความอยากย่อมชักพาคนไปต่างๆ. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

หมวด ความโกรธ
โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ.
ฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค

โกธํ ทเมน อุจฺฉินฺเท.
พึงตัดความโกรธด้วยความข่มใจ. ที่มาสุภาษิต อังคุตฺตรนิกาย สัตตกนิบาต

หมวด ความอดทน
ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา.
ขันติคือความอดทนเป็นตบะ อย่างยิ่ง. ที่มาสุภาษิต ทีฆนิกาย มหาวรรค ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

ขนฺติ หิตสุขาวหา.
ความอดทน นำมาซึ่งประโยชน์สุข. ที่มาสุภาษิต สวดมนต์ ฉบับหลวง

หมวด จิต
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ.
จิตที่ฝึกแล้ว นำสุขมาให้. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา.
เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง. ที่มาสุภาษิต มัชฌิมนิกาย มูลปณฺณาสก์

หมวด ชัยชนะ
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ.
การให้ธรรมะ ย่อมชนะการให้ทั้งปวง. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ.
ความสิ้นตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท

หมวด ทาน
วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสตฺตํ.
การเลือกให้ พระสุคตทรงสรรเสริญ. ที่มาสุภาษิต สังยุตฺตนิกาย สคาถวรรค
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ.
คนพาลเท่านั้น ไม่สรรเสริญทาน. ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท
หมวด ทุกข์
อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก.
การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก. ที่มาสุภาษิต อังคุตฺตรนิกาย ฉักกนิบาต
ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา.
เหย้าเรือนที่ปกครองไม่ดี นำทุกข์มาให้ ที่มาสุภาษิต ขุทฺทกนิกาย ธรรมบท
ธรรมศึกษา

วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม

ธรรมศึกษาชั้นตรี

หลักปฏิบัติในการสอบสนามหลวง วิชา กระทู้ธรรม

๑. แต่งตามกระทู้ธรรมสุภาษิตที่กำหนดให้
๒. อธิบายขยายเนื้อความกระทู้ธรรมสุภาษิตนั้นให้สมเหตุสมผล
๓. อ้างสุภาษิตบทอื่นพร้อมบอกที่มา มาอธิบายประกอบด้วย ๑ สุภาษิตในหนังสือพุทธสุภาษิตเล่ม ๑
๔. เชื่อมความระหว่างสุภาษิตที่นำมาเชื่อมกับสุภาษิตบทตั้งให้สนิทติดต่อสมเรื่องกันด้วยเหตุผล
๕. ให้เขียนลงในกระดาษสอบ ตั้งแต่ ๒ หน้า ( เว้นบรรทัด ) ขึ้นไป

ระเบียบการตรวจกระทู้ธรรมสนามหลวง

คณะกรรมการได้กำหนดแนวทางในการตรวจกระทู้ธรรม และพิจารณาให้คะแนนดังนี้
๑.แต่งได้ครบตามกำหนด ( ตั้งแต่ ๒ หน้ากระดาษขึ้นไป )
๒.อ้างสุภาษิตเชื่อมได้ตามกฎ ( ๑ สุภาษิต )
๓.เชื่อมความกระทู้ได้ดี
๔.อธิบายความสมกับกระทู้ที่ตั้งไว้
๕.ใช้สำนวนสุภาพเรียบร้อย
๖.ใช้ตัวสะกดการันต์ถูกต้องตามหลักภาษา
๗.สะอาดไม่เปรอะเปื้อน ฯ
ธรรมศึกษา

ตัวอย่างกระทู้ธรรม ธรรมศึกษาชั้นตรี

กระทู้ธรรม ธรรมศึกษาชั้นตรี
สอบในสนามหลวง
วันที่.......พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖

พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
คนพาลเท่านั้น ย่อมไม่สรรเสริญทาน
บัดนี้ จักได้อธิบายความแห่งกระทู้ธรรม ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษา และปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม สำหรับผู้สนใจใคร่ธรรมทุกท่าน
ทาน หมายถึง การบริจาคสิ่งของของตน คือ อาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า ผ้าห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และของใช้ที่จำเป็นแก่ชีวิต ให้แก่ผู้อื่นด้วยวัตถุประสงค์ ๒ ประการคือ
๑. เพื่อช่วยเหลือ เพื่ออุดหนุนบุคคลผู้ไม่มีหรือผู้ขาดแคลนสิ่งเหล่านั้น เช่น ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ไฟไหม้ เด็กกำพร้า คนชรา เป็นต้น
๒. เพื่อบูชาคุณความดีของผู้ทรงศีล ทรงธรรม ตัวอย่างเช่นพระสงฆ์ อีกอย่างหนึ่ง ทาน หมายถึง การงดเว้นจากการทำบาป ๕ อย่าง
ดังพระพุทธพจน์ว่า อริยสาวกในศาสนานี้เป็นผู้ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต เป็นผู้ละอทินนาทาน เว้นขากจากอทินนาทาน เป็นผู้ละกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เป็นผู้ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท เป็นผู้ละการดื่มสุรา และอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ชื่อว่า เขาได้ให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ เมื่อเขาให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร และความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ตัวเขาเองก็เป็นผู้มีส่วนได้รับความไม่มีภัย ความไม่มีเวร และความไม่เบียดเบียนจากผู้อื่นหาประมาณมิได้เช่นเดียวกัน
ทั้ง ๕ นี้ จัดเป็นทานอันยิ่งใหญ่ เป็นทานที่เลิศกว่าทานทั้งหลาย เป็นวงศ์ของอริยชน เป็นของเก่า อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูชนไม่คัดค้าน ไม่ลบล้าง
ทานทั้ง ๒ ประการ คือ การให้วัตถุสิ่งของมีอาหารเป็นต้น และการให้อภัยมีการไม่ฆ่าเป็นต้นดังกล่าวมา ช่วยรักษาชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายให้รอดพ้นจากความตายได้ อุทาหรณ์ที่เห็นง่ายที่สุดคือ เมื่อมนุษย์เกิดมา มารดาบิดาให้น้ำนมดื่ม ให้ข้าวป้อน ดูแลรักษา และไม่มีคนมาฆ่า เด็กทารกนั้นจึงรอดตายและเจริญเติบโตได้ ตรงกันข้าม ถ้ามารดา บิดา หรือผู้อื่นใดไม่ให้น้ำนม ข้าวป้อน ดูแลรักษา หรือมีคนมาฆ่า เด็กทารกนั้นคงไม่รอดตายมาได้ เพราะในเวลานั้น เขายังไม่สามารถจะหาอะไรมารับประทานได้เอง และไม่สามารถจะต่อสู้กับใครได้ อย่าว่าแต่ต่อสู้กับมนุษย์ตัวโต ๆ เลย สู้กับมดและยุงก็ไม่ไหวแล้ว

เพราะฉะนั้น ทาน จะในความหมายว่า ให้วัตถุสิ่งของแก่ผู้อื่นหรือให้อภัย คือ ความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีเบียดเบียนแก่ผู้อื่นก็ตาม ล้วนมีความสำคัญต่อชีวิตทุกชีวิตเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้มนุษย์และสัตว์รอดพ้นจากความตายมาได้ ดังกล่าวแล้ว
ฉะนั้นพระโพธิสัตว์จึงได้กล่าวไว้ในสัตตกนิบาตชาดกในขุททกนิกายว่า ทเทยฺย ปุริโส ทานํ แปลว่า คนควรให้ทาน
แต่ทานทั้ง ๒ ประการนี้ ไม่ใช่จะให้กันได้ง่าย ๆ ทุกคนโดยเฉพาะคนพาล คือ คนที่ชอบทำชั่ว ชอบพูดชั่ว ชอบคิดชั่ว ชอบทำชั่ว คือชอบประพฤติกายทุจริต คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ชอบพูดชั่ว คือ ชอบพูดเท็จ ชอบพูดส่อเสียด ชอบพูดคำหยาบ ชอบพูดคำเพ้อเจ้อ ชอบคิดชั่ว คือ ชอบโลภอยากได้ของผู้อื่น ชอบคิดร้ายต่อผู้อื่น ชอบเห็นผิดเป็นชอบ อย่างที่เรียกว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว พฤติกรรมทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปฏิปักษ์ คือ ตรงกันข้ามกับคุณธรรมที่เรียกว่า ทานทั้ง ๒ ประการนั้นทั้งสิ้น
การเห็นคุณค่าของทาน แล้วบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนหรือเพื่อบูชาความดีของผู้ทรงคุณความดีด้วยตนเองและชักชวนบุคคลอื่นให้ปฏิบัติเช่นนั้นก็ดี การให้ความไม่มีภัยแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และเกียรติยศชื่อเสียงของผู้อื่นก็ดี ชื่อว่า สรรเสริญทาน พฤติกรรมที่ดีเช่นนี้ จะทำได้ก็แต่คนดีมีศีล มีกัลยาณธรรมเท่านั้น ส่วนคนชั่ว คือ คนพาลนั้น ยากที่จะทำได้ สมกับพระพุทธพจน์ ในธรรมบทขุททกนิกาย ว่า
สาธุ ปาเปน ทุกกรํ
คนชั่ว ทำความดียาก
คนพาลนั้นนอกจากจะไม่ให้ทาน และไม่เห็นคุณค่าของทานแล้ว ยังทำอันตรายต่อทาน เช่นลักขโมยทรัพย์สินของผู้บริจาคทาน ทุจริตคดโกงเอาเงินหรือสิ่งของที่ผู้ใจบุญบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาเป็นของตนเองเสียอีกด้วย ดังได้ฟัง ได้เห็น เป็นข่าวมากมาย
จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า การที่คนพาลไม่ให้ทานไม่เห็นคุณค่าของทานทั้ง ๒ อย่าง คือ วัตถุทาน และอภัยทาน ขัดขวางผู้บริจาคทาน และทำอันตรายต่อทานด้วยการทุจริตคดโกง ดังกล่าวมา เป็นการกระทำที่แสดงออกถึงการไม่สรรเสริญทานตามธรรมภาษิตว่า
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
คนพาลเท่านั้น ย่อมไม่สรรเสริญทาน
ดังพรรณนามาฉะนี้แล ฯ





กระทู้ธรรม ธรรมศึกษาตรี
สอบในสนามหลวง
วันที่……..พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖

สีลํ โลเก อนุตฺตรํ
ศีล เป็นเยี่ยมในโลก
บัดนี้ จักอธิบายความแห่งธรรมภาษิตว่าศีลเป็นเยี่ยมในโลก ตามความรู้ที่ได้ศึกษามา เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติธรรมสืบต่อไป
สีล ท่านผู้รู้อธิบายความหมายไว้หลายนัย ดังนี้
๑. สีลนะ แปลว่า ความปกติ หมายความว่า ควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยดีงาม พ้นจากการเบียดเบียนกันและกัน และหมายความว่าสามารถรองรับความดีชั้นสูงทุกอย่าง เหมือนแผ่นดินรองรับของหนักมีมหาสมุทรและภูเขา เป็นต้นเอาไว้ได้ โดยไม่มีความผิดปกติอะไร
๒. สิระ แปลว่า ศีรษะ หมายความว่า เป็นยอดของความดี เหมือนศีรษะเป็นอวัยวะที่อยู่สูงที่สุดของร่างกาย
๓. สีสะ แปลว่า ยิ่งใหญ่ คือมีความสำคัญ หมายความว่า ถ้าขาดศีลเสียแล้วคุณธรรมหรือความเจริญอย่างอื่นก็เกิดไม่ได้
๔. สีตละ แปลว่า มีความเย็น หมายความว่า ศีลสร้างความเย็นให้แก่จิตใจผู้รักษา และสร้างความร่มเย็นให้แก่สังคม
๕. สิวะ แปลว่า ปลอดภัย หมายความว่า ศีล สร้างความไม่มีภัย ความไม่มีเวร และความไม่เบียดเบียนให้แก่สังคมมนุษย์
ศีลนั้นเมื่อใครรักษาได้จะทำลายวีติกกมกิเลส คือ กิเลสที่ล่วงละเมิดมาทางกาย และวาจา ทางกาย เช่น การฆ่าสัตว์ ทางวาจา เช่น การพูดเท็จ พร้อมกันนั้นก็ทำให้กาย วาจา และใจของผู้นั้นมีความสะอาดพ้นจากการกระทำการพูดและความคิดที่ทำให้ตนเองและผู้อื่นได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน เพราะศีลมีความดีอย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำชาวโลกให้รักษาศีล ตามพระพุทธพจน์ในขุททกนิกาย อิติอุตตกะ ว่า
สีลํ รกฺเขยฺย เมธาวี
ผู้มีปัญญาพึงรักษาศีล
อนึ่ง ศีลจะเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยธรรม ๒ ประการ คือ หิริความละอายแก่ใจในการทำบาปทุจริต และโอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อผลร้ายอันจะเกิดจากการทำบาปทุจริตนั้น
ศีลนั้น ย่อมขาดเพราะเหตุ ๕ ประการ คือ ๑. ลาภ ๒. ยศ ๓. ญาติ ๔. อวัยวะ ๕. ชีวิต หมายความว่า คนที่ทำผิดศีลก็เพราะปรารถนา ๕ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น อยากได้ เงินจึงลักขโมย คดโกง หรือฆ่าเจ้าของทรัพย์ เป็นต้น
บุคคลย่อมรักษาศีลไว้ได้เพราะยึดมั่นสัมปุริสานุสติ ว่า บุคคลพึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึงสละทั้งทรัพย์ อวัยวะและชีวิตเพื่อรักษาธรรม
ผู้รักษาศีลได้บริสุทธิ์ไม่ให้ขาด ไม่ให้ด่างพร้อย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า จะได้รับอานิสงส์ คือ ผลดีแก่ตน ๕ ประการ คือ ทำให้เกิดทรัพย์ เกียรติศัพท์ขจรไกล เข้าที่ไหนอาจหาญ สติมั่นไม่ลืมหลง มุ่งตรงทางสวรรค์
จากการพรรณนามาโดยย่อนี้ ทำให้เห็นคุณสมบัติของศีลหลายประการด้วยกัน เช่น
ศีล ควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ให้เรียบร้อยพ้นจากการเบียดเบียนกัน
ศีล เป็นเครื่องรองรับความสุขความเจริญต่าง ๆ
ศีล สร้างความร่มเย็นให้แก่ชาวโลก
ศีล ให้ความไม่มีภัย ไม่มีเวร และความไม่เบียดเบียนกัน
ศีล ทำให้คนมีความประพฤติทางกาย วาจา ใจ สะอาด
ฉะนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น จึงกล่าวว่า
สีลํ โลเก อนุตฺตรํ
ศีลเป็นเยี่ยมในโลก
ดังได้บรรยายมาด้วยประการฉะนี้ ฯ
ธรรมศึกษา

รูปแบบการเขียนเรียงความกระทู้ธรรมศึกษาชั้นตรี

(๑) ..................สุภาษิตบทตั้ง.....................
....................คำแปล......................
(๒) ณ บัดนี้................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
(๓) คำว่า..อธิบายเนื้อความสุภาษิตบทตั้ง (ประมาณ 8-10บรรทัด).......................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
.......................................สมดังสุภาษิตที่มาใน......( ที่มาของสุภาษิต)....ว่า
(๔) ......................สุภาษิตเชื่อม ......................
... ...................คำแปล..........................
(๕) คำว่า.... อธิบายเนื้อความสุภาษิตบทตั้ง (ประมาณ 7-10 บรรทัด)...................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..................................................................................................................
(๖) สรุปความว่า (ประมาณ 5 บรรทัด) ...................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
................................สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า
(๗) ......................สุภาษิตบทตั้ง.........................
........................คำแปล.............................
ดังนัยพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ (๘)
(ธรรมศึกษาชั้นตรี กำหนดให้เขียน ๒ หน้ากระดาษเว้นบรรทัดขึ้นไป)
ที่มา:นักธรรมชั้นตรี
เรียบเรียงโดย คณาจารย์สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์
ธรรมศึกษา

รูปแบบการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม ธ.ศ.เอก

สุภาษิตตั้ง (เข้ากลางหน้ากระดาษ)
คำแปล (เข้ากลางหน้ากระดาษ)
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายความตามพุทธศาสนภาษิตที่ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็น
แนวทางในการศึกษาและปฏิบัติแก่พุทธศาสนิกชนสืบต่อไป
อธิบายสุภาษิตตั้ง ........................................(๑๐ - ๑๕ บรรทัด ).................................................
...........................................................................................................................................................................
........... สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม ) ว่า
( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๑ )
คำแปล
อธิบายสุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด).....................................
...........................................................................................................................................................................
............สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม ) ว่า
( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๒ )
คำแปล
อธิบายสุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด).....................................
...........................................................................................................................................................................
............สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม ) ว่า
( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๓ )
คำแปล
อธิบายสุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด).....................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................
สรุป.......( ๕ - ๘ บรรทัด ).............................................................................................................
......................................สมดังสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นว่า
พุทธศาสนสุภาษิตตั้ง
คำแปล
ดังได้อธิบายมาด้วยประการ ฉะนี้

(ธรรมศึกษาชั้นเอก กำหนดให้เขียน ๔ หน้ากระดาษเว้นบรรทัดขึ้นไป)
ธรรมศึกษา

รูปแบบการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม ธ.ศ.โท

สุภาษิตตั้ง (เข้ากลางหน้ากระดาษ)
คำแปล (เข้ากลางหน้ากระดาษ)
บัดนี้ จักได้อธิบายขยายความตามพุทธศาสนภาษิตที่ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางในการศึกษาและปฏิบัติแก่พุทธศาสนิกชนสืบต่อไป
อธิบาย.......สุภาษิตตั้ง .........................................................(๑๐ - ๑๕ บรรทัด )..........................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
........... สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม )........ว่า
( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๑ )
คำแปล
อธิบาย.........สุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด)............................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
............สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน...... (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม ) ว่า
( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม ครั้งที่ ๒)
คำแปล
อธิบาย..........สุภาษิตเชื่อม.....................................................( ๗- ๑๐ บรรทัด)...........................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
สรุป.......( ๕ - ๘ บรรทัด )..............................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
......................................สมดังสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นว่า
พุทธศาสนสุภาษิตตั้ง
คำแปล
ดังได้อธิบายมาด้วยประการ ฉะนี้

(ธรรมศึกษาชั้นโท กำหนดให้เขียน ๓ หน้ากระดาษเว้นบรรทัดขึ้นไป)
ธรรมศึกษา

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ ธรรมศึกษาชั้นโท๒๕๕๓


ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ ธรรมศึกษาชั้นโท๒๕๕๓
วันศุกร์ ที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓
1. ประวัติของผู้ตรัสรู้ตาม หมายถึงข้อใด ?
ก. พุทธประวัติ ข. อนุพุทธประวัติ
ค. พุทธานุพุทธประวัติ ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ : ข
2. ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในด้านนั้น ๆ ตรงกับข้อใด ?
ก. อริยบุคคล ข. สาวก
ค. เอตทัคคะ ง. พหุสุตะ
คำตอบ : ค
3. พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. อยู่ป่าเป็นวัตร ข. มีปัญญามาก
ค. ทรงธุดงค์ ง. รู้ราตรีนาน
คำตอบ : ง
4. พระอุรุเวลกัสสปะ ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. อยู่ป่าเป็นวัตร ข. ไม่คลุกคลีด้วยหมู่
ค. มีบริวารมาก ง. เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
คำตอบ : ค
5. อุปติสสะ ได้ดวงตาเห็นธรรม เพราะฟังธรรมจากใคร ?
ก. พระพุทธเจ้า ข. พระอัญญาโกณฑัญญะ
ค. พระอัสสชิ ง. พระยสะ
คำตอบ : ค
6. พระสาวกองค์ใด เป็นแบบอย่างเรื่องความกตัญญู ?
ก. พระราธะ ข. พระสารีบุตร
ค. พระอานนท์ ง. พระอนุรุทธะ
คำตอบ : ข
7. พระสาวกองค์ใด เปรียบเหมือนแม่นมเลี้ยงดูบุตร ?
ก. พระมหาโมคคัลลานะ ข. พระสารีบุตร
ค. พระมหากัสสปะ ง. พระจุนทะ
คำตอบ : ก
8. เราจักไม่ชูงวง เข้าไปสู่สกุล พระพุทธเจ้าตรัสสอนใคร ?
ก. พระสารีบุตร ข. พระมหาโมคคัลลานะ
ค. พระมหากัสสปะ ง. พระมหากัจจายนะ
คำตอบ : ข
9. พระมหากัสสปะ ออกบวชเพราะเห็นโทษในการครองเรือนอย่างไร ?
ก. ต้องรับผิดชอบมาก ข. ต้องคอยรับบาปคนอื่น
ค. ต้องทำแต่บาปกรรม ง. ต้องพัวพันเรื่องกาม
คำตอบ : ข
10. พระสาวกองค์ใด เป็นผู้ริเริ่มทำสังคายนาครั้งแรก ?
ก. พระสารีบุตร ข. พระอุรุเวลกัสสปะ
ค. พระมหากัสสปะ ง. พระอานนท์
คำตอบ : ค
11. ใครแสดงวรรณะ ๔ ว่าเสมอกันด้วยกรรมคือการกระทำ ?
ก. พระมหากัสสปะ ข. พระมหากัจจายนะ
ค. พระมหาโมคคัลลานะ ง. พระมหากัปปินะ
คำตอบ : ข
12. จักพิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงจักไม่แลเห็น ใครทูลถาม ?
ก. อชิตมาณพ ข. โมฆราชมาณพ
ค. ปิงคิยมาณพ ง. โธตกมาณพ
คำตอบ : ข
13. พระโมฆราช ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. ทรงจีวรเศร้าหมอง ข. ยินดีในฌานสมาบัติ
ค. ฉลาดในเตโชกสิณ ง. ตรัสรู้ฉับพลัน
คำตอบ : ก
14. พระสาวกองค์ใด เป็นยอดแห่งผู้ว่าง่ายสอนง่าย ?
ก. พระอนุรุทธะ ข. พระอานนท์
ค. พระราธะ ง. พระฉันนะ
คำตอบ : ค
15. พระสาวกองค์ใด เป็นยอดแห่งพระธรรมกถึก ?
ก. พระมหากัปปินะ ข. พระปุณณมันตานีบุตร
ค. พระมหากัจจายนะ ง. พระอัญญาโกณฑัญญะ
คำตอบ : ข
16. พระสาวกองค์ใด เป็นผู้เลิศด้านทำสกุลให้เลื่อมใส ?
ก. พระอุบาลี ข. พระกาฬุทายี
ค. พระกิมพิละ ง. พระอัสสชิ
คำตอบ : ข
17. พระสาวกองค์ใด บวชเพราะจำใจ ?
ก. พระราธะ ข. พระนันทะ
ค. พระอุบาลี ง. พระอนุรุทธะ
คำตอบ : ข
18. ความรักไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความดำริเพื่อสลัดจากทุกข์ของใคร ?
ก. พระมหากัจจายนะ ข. พระอานนท์
ค. พระนันทะ ง. พระอนุรุทธะ
คำตอบ : ค
19. พระราหุล ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. เกิดในตระกูลสูง ข. ใคร่ต่อการศึกษา
ค. มีทิพยจักษุญาณ ง. สำรวมอินทรีย์
คำตอบ : ข
20. พระสาวกองค์ใด ได้รับเอตทัคคะด้านทรงพระวินัย ?
ก. พระอุบาลี ข. พระนันทะ
ค. พระอานนท์ ง. พระสีวลี
คำตอบ : ก
21. พระอุบาลี เมื่อยังไม่ได้อุปสมบทประกอบอาชีพอะไร ?
ก. ค้าขาย ข. ทำเกษตรกรรม
ค. ตัดผม ง. สอนหนังสือ
คำตอบ : ค
22. พระสาวกองค์ใด มักเปล่งอุทานว่า สุขหนอ ๆ ?
ก. พระนันทะ ข. พระภัททิยะ
ค. พระอนุรุทธะ ง. พระลกุณฏกภัททิยะ
คำตอบ : ข
23. พระสาวกองค์ใด เคยปรารถนาว่า ขออย่าได้ยินคำว่าไม่มี ?
ก. พระภัททิยะ ข. พระมหานามะ
ค. พระอนุรุทธะ ง. พระกิมพิละ
คำตอบ : ค
24. พระอานนท์รับหน้าที่ใด ในคราวทำปฐมสังคายนา ?
ก. เป็นประธานสงฆ์ ข. วิสัชนาพระธรรม
ค. วิสัชนาพระวินัย ง. วิสัชนาพระธรรมวินัย
คำตอบ : ข
25. ใครยืนขวางช้างนาฬาคีรีที่จะทำร้ายพระพุทธเจ้า ?
ก. พระสารีบุตร ข. พระนันทะ
ค. พระราหุล ง. พระอานนท์
คำตอบ : ง
26. พระสาวกองค์ใด ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพุทธอุปัฏฐาก ?
ก. พระราหุล ข. พระสารีบุตร
ค. พระอานนท์ ง. พระมหากัสสปะ
คำตอบ : ค
27. ใครปรารภความเพียรอย่างแรงกล้า เดินจงกรมจนเท้าแตก ?
ก. พระโสณโกฬิวิสะ ข. พระรัฐบาล
ค. พระโสณกุฏิกัณณะ ง. พระลกุณฏกภัททิยะ
คำตอบ : ก
28. โลกคือหมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม ใครกล่าว ?
ก. พระจักขุบาล ข. พระรัฐบาล
ค. พระโมฆราช ง. พระเจ้าโกรัพยะ
คำตอบ : ข
29. พระสาวกองค์ใด อดอาหารประท้วง เพราะไม่ได้บวช ?
ก. พระมหากัปปินะ ข. พระรัฐบาล
ค. พระปิลินทวัจฉะ ง. พระอานนท์
คำตอบ : ข
30. พระโสณกุฏิกัณณะ บวชเป็นสามเณรอยู่ถึง ๓ ปี จึงได้อุปสมบท
เพราะเหตุใด ?
ก. มีพระสงฆ์ไม่พอ ข. มีอายุไม่ครบ ๒๐ ปี
ค. ไม่มีบาตรและจีวร ง. หาพระอุปัชฌาย์ไม่ได้
คำตอบ : ก
31. พระลกุณฏกภัททิยเถระ ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. ชำนาญมโนมยิทธิ ข. แสดงธรรมอย่างวิจิตร
ค. แสดงธรรมไพเราะ ง. มีเสียงไพเราะ
คำตอบ : ง
32. พระปิลินทวัจฉเถระ ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศด้านใด ?
ก. แสดงธรรมได้ไพเราะ ข. ผู้จับฉลากเป็นปฐม
ค. พ้นกิเลสด้วยศรัทธา ง. เป็นที่รักใคร่ของเทวดา
คำตอบ : ง
33. พระสาวกองค์ใด ก่อนบวชถูกล้อเลียนว่า เด็กไม่มีแม่ ?
ก. พระรัฐบาล ข. พระราธะ
ค. พระกุมารกัสสปะ ง. พระโกณฑธาน
คำตอบ : ค
34. พระสาวกองค์ใด ก่อนบวชมักพูดหักล้างคนอื่น ทำให้ไม่มีใคร อยากคบหา
สมาคม ?
ก. พระโสณกุฏิกัณณะ ข. พระกุมารกัสสปะ
ค. พระปุณณชิ ง. พระมหาโกฏฐิตะ
คำตอบ : ง
35. พระสาวกที่เป็นต้นบัญญัติข้อห้ามดื่มสุรา คือใคร ?
ก. พระนาคิตะ ข. พระสาคตะ
ค. พระอุปเสนะ ง. พระอุทายี
คำตอบ : ข
36. พระสาวกองค์ใด ถูกพระศาสดาตำหนิว่า โมฆบุรุษผู้มักมาก ?
ก. พระสุภูติ ข. พระจุนทะ
ค. พระเรวตะ ง. พระอุปเสนะ
คำตอบ : ง
37. พระสีวลีเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้านใด ?
ก. มีลาภมาก ข. มีบริวารมาก
ค. มีบุญมาก ง. มีปัญญามาก
คำตอบ : ก
38. ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา พระพุทธเจ้าตรัสแก่ใคร ?
ก. พระมหากัจจายนะ ข. พระวักกลิ
ค. พระพากุละ ง. พระราหุล
คำตอบ : ข
39. ใครสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ยังไม่ทันบวชก็ปรินิพพาน ?
ก. พระพาหิยะ ข. พระอุปเสนะ
ค. พระพากุละ ง. พระวังคีสะ
คำตอบ : ก
40. พระสาวกองค์ใด ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีโรคน้อย ?
ก. พระอุทายี ข. พระอุบาลี
ค. พระพากุละ ง. พระวักกลิ
คำตอบ : ค
41. วัสสูปนายิกา เกี่ยวข้องกับวันอะไร ?
ก. วันเข้าพรรษา ข. วันออกพรรษา
ค. วันมหาปวารณา ง. วันเข้าเขตกฐินกาล
คำตอบ : ก
42. การทำสามีจิกรรม มีความหมายว่าอย่างไร ?
ก. การขอขมาโทษต่อกัน ข. การว่ากล่าวตักเตือนกัน
ค. การถือนิสัยกับอาจารย์ ง. การแสดงความบริสุทธิ์
คำตอบ : ก
43. วันพระ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร ?
ก. วันอุโบสถ ข. วันวัสสูปนายิกา
ค. วันปาฏิบท ง. วันธรรมสวนะ
คำตอบ : ง
44. วันมหาปวารณา ตรงกับข้อใด ?
ก. วันแสดงธรรม ข. วันอุโบสถ
ค. วันเข้าพรรษา ง. วันออกพรรษา
คำตอบ : ง
45. สวดมาติกาในงานพระราชพิธี ใช้คำใด ?
ก. สดับพระธรรมเทศนา ข. สดับพระมาติกา
ค. สดับปกรณ์ ง. สดับพระอภิธรรม
คำตอบ : ค
46. ผ้าที่โยงจากโลงศพเพื่อทำพิธีทอดผ้าบังสุกุล เรียกว่าอะไร ?
ก. ภูษาโยง ข. มาลาโยง
ค. ภูษามาลา ง. สายโยง
คำตอบ : ก
47. ทักษิณานุประทาน หมายถึงอะไร ?
ก. การทำบุญสะเดาะเคราะห์ ข. การทำบุญขึ้นบ้านใหม่
ค. การทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ง. การทำบุญเสริมอายุมงคล
คำตอบ : ค
48. หลังรับศีลแล้ว ก่อนพระจะเทศน์ ต้องอาราธนาว่า...
ก. มยํ ภนฺเต วิสุ วิสุ... ข. อิมานิ มยํ ภนฺเต...
ค. วิปตฺติปฏิพาหาย... ง. พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี...
คำตอบ : ง
49. ข้อใด เป็นอานุภาพของพระปริตร ?
ก. ให้รวยเงินทอง ข. ให้มีอายุยืน
ค. ขจัดทุกข์ ภัย โรค ง. เจริญด้วยยศศักดิ์
คำตอบ : ค
50. ข้อใด ไม่มีในศีล ๘ ?
ก. ปาณาติปาตา เวรมณี ข. อทินฺนาทานา เวรมณี
ค. กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี ง. มุสาวาทา เวรมณี
คำตอบ : ค

เฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ ธรรมศึกษาชั้นโท
1. ข 11. ข 21. ค 31. ง 41. ก
2. ค 12. ข 22. ข 32. ง 42. ก
3. ง 13. ก 23. ค 33. ค 43. ง
4. ค 14. ค 24. ข 34. ง 44. ง
5. ค 15. ข 25. ง 35. ข 45. ค
6. ข 16. ข 26. ค 36. ง 46. ก
7. ก 17. ข 27. ก 37. ก 47. ค
8. ข 18. ค 28. ข 38. ข 48. ง
9. ข 19. ข 29. ข 39. ก 49. ค
10. ค 20. ก 30. ก 40. ค 50. ค

ธรรมศึกษา